Sunday, October 2, 2022

อริยวินัย - ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ-หน้า 2

 

- หน้า 2 -



* * * ผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง

-บาลี มหาวาร. สํ. 19/216/740  


       ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่ง ในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ พวกภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ 



* * * อริยวงศ์ 4 อย่าง 

-บาลี ปา. ที. 11/236/237   


       1. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะ เพราะเหตุแห่งจีวร และไม่ได้จีวรก็ไม่เดือดร้อน และได้จีวรแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่นไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคอยู่กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น 

       ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่น ในสันโดษด้วยจีวรนั้น ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม 



       2. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก 

       ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญ ความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะเพราะเหตุแห่งบิณฑบาต และไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่เดือดร้อน และได้บิณฑบาตแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่น ไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคอยู่ กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น 

       ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในสันโดษด้วยบิณฑบาตนั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม 



       3. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วย เสนาสนะ /////  ตามมีตามได้ และมีปรกติกล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และย่อมไม่ถึงการแสวงหาที่ไม่ควร ไม่เหมาะ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ และไม่ได้เสนาสนะก็ไม่เดือดร้อน และได้เสนาสนะแล้วก็ไม่เกี่ยวเกาะ ไม่หมกมุ่น ไม่ติดแน่น มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคอยู่ กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น 

       ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในสันโดษด้วยเสนาสนะนั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม 



       4. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้มี ปหานะ ///// เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในปหานะ ย่อมเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในภาวนา กับทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีปหานะเป็นที่มายินดี เพราะความยินดีในปหานะ เพราะความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี เพราะความยินดีในภาวนานั้น 

       ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นในปหานะและภาวนานั้น ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้แล เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ของเก่าอันยอดเยี่ยม 



* * * ทรงชักชวนฉันอาหารวันละหนเดียว 

-บาลี มู. ม. 12/251/265


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พวกภิกษุได้ทำจิตของเราให้ยินดีเป็นอันมาก เราขอเตือนภิกษุทั้งหลายไว้ในที่นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียว เมื่อเราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวอยู่แล รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพวกเธอก็จงฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวเถิด 

       แม้พวกเธอฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวกัน ก็จะรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากายมีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก 



* * * อะไรชื่อว่าความขาด ทะลุ ด่าง พร้อยแห่งพรหมจรรย์ 

-บาลี สตฺตก.อํ. 23/55/47  


       1. ดูกรพราหมณ์ ถูกแล้ว สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม

       แต่ยังยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ และนวดฟั้นของมาตุคาม พอใจชอบใจ ถึงความปลื้มใจ ด้วยการบำเรอนั้น 

       แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อยแห่งพรหมจรรย์

       ดูกรพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้ 


       2. ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม และไม่ยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำและการนวดฟั้นของมาตุคาม 

       แต่ยังกระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม พอใจ ชอบใจถึงความปลื้มใจด้วยการเสสรวลนั้น... 


       3. ...แต่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยการเล็งแลนั้น...


       4. ...แต่ได้ฟังเสียงมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยเสียงนั้น... 


       5. ...แต่ตามนึกถึงการหัวเราะ พูดเล่นหัว กับมาตุคามในกาลก่อน พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยอาการนั้น... 


       6. ...แต่ได้เห็นคฤหบดีก็ดี บุตรแห่งคฤหบดีก็ดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 บำเรอตนอยู่ พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น... 


       7. ...แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งปรารถนาเพื่อเป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งว่า เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ พอใจ ชอบใจถึงความปลื้มใจ ด้วยความปรารถนานั้น 

       แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อยแห่งพรหมจรรย์ 



       ดูกรพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และ อุปายาส /////  เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้ 



* * * พระเจ้าปเสนทิโกศลพรรณาคุณพระภิกษุในธรรมวินัยนี้ 

-บาลี ม. ม. 13/509,511/563,565 
 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง พระราชาก็ยังวิวาทกับพระราชา แม้กษัตริย์ก็ยังวิวาทกับกษัตริย์ แม้พราหมณ์ก็ยังวิวาทกับพราหมณ์ แม้คฤหบดีก็ยังวิวาทกับคฤหบดี แม้มารดาก็ยังวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ยังวิวาทกับมารดา แม้บิดาก็ยังวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ยังวิวาทกับบิดา แม้พี่น้องชายก็ยังวิวาทกับพี่น้องหญิง แม้พี่น้องหญิงก็ยังวิวาทกับพี่น้องชาย แม้สหายก็ยังวิวาทกับสหาย 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่หม่อมฉันได้เห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ สมัครสมานกัน ชื่นชมกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำกับน้ำนม มองดูกันและกัน ด้วยจักษุอันเปี่ยมด้วยความรักอยู่ 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันไม่เคยเห็นบริษัทอื่นที่สมัครสมานกันอย่างนี้ นอกจากธรรมวินัยนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ ก็เป็นความเลื่อมใสในธรรมในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง หม่อมฉันเป็นขัตติยราช ได้ มูรธาภิเษก แล้ว ย่อมสามารถจะให้ฆ่าคนที่ควรฆ่าได้ จะให้ริบคนที่ควรริบก็ได้ จะให้เนรเทศคนที่ควรเนรเทศก็ได้ 

       เมื่อหม่อมฉันนั่งอยู่ในที่วินิจฉัยความ ก็ยังมีคนทั้งหลายพูดสอดขึ้นในระหว่างๆ หม่อมฉันจะห้ามว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อเรานั่งอยู่ในที่วินิจฉัยความ ท่านทั้งหลาย อย่าพูดสอดขึ้นในระหว่าง จงรอคอยให้สุดถ้อยคำของเราเสียก่อน ดังนี้ ก็ไม่ได้ คนทั้งหลายก็ยังพูดสอดขึ้นในระหว่างถ้อยคำของหม่อมฉัน 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่หม่อมฉันได้เห็นภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ในสมัยใด พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคไม่มีเสียงจามหรือไอเลย

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น สาวกของพระผู้มีพระภาครูปหนึ่งได้ไอขึ้น

       เพื่อนพรหมจรรย์รูปหนึ่ง ได้เอาเข่ากะตุ้นเธอรูปนั้น ด้วยความประสงค์จะให้เธอรู้สึกตัวว่า ท่านจงเงียบเสียง อย่าได้ทำเสียงดังไป พระผู้มีพระภาคผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลายกำลังทรงแสดงธรรมอยู่

       หม่อมฉันเกิดความคิดขึ้นว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมา ได้ยินว่าบริษัทจักเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงฝึกดีแล้วอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา โดยไม่ต้องใช้ศาสตรา 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่เคยได้เห็นบริษัทอื่นที่ฝึกได้ดีอย่างนี้ นอกจากธรรมวินัยนี้ 

       แม้ข้อนี้ ก็เป็นความเลื่อมใสในธรรมในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน  



* * * มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่ ได้อย่างไร 

-บาลี มู. ม. 12/387-388/362-363 


       ดูกรอนุรุทธ นันทิยะ และกิมิละ พวกเธอพอจะอดทนได้ละหรือ พอจะยังชีวิตให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ

       ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พวกข้าพระองค์พอจะอดทนได้ พอจะยังมีชีวิตให้เป็นไปได้ พวกข้าพระองค์ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต 


       ก็พวกเธอ ยังพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยังเป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ แลดูกันและกันด้วยจักษุอันเป็นที่รักอยู่หรือ

       เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า 


       ก็พวกเธอเป็นอย่างนั้นได้ เพราะเหตุอย่างไร 

       พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ข้าพระองค์เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

       ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราพึงเก็บจิตของตนเสียแล้ว ประพฤติตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ แล้วข้าพระองค์ก็เก็บจิตของตนเสีย ประพฤติอยู่ตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ 

       กายของพวกข้าพระองค์ต่างกันจริงแล แต่ว่าจิตดูเหมือนเป็นอันเดียวกัน… 


       ดีละ ดีละ อนุรุทธ … 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : อริยวินัย - ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ - หน้า 2   



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,007 , 1,008 , 1,009 , 1,010 , 1,011 , 1,012 




มูรธาภิเษก

 



       มูรธาภิเษก มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า มูรฺธาภิเษก ( อ่านว่า มูร-ทา-พิ-เส-กะ ) แปลว่า การรดน้ำที่ศีรษะ. มาจากคำว่า มูรฺธ ( มูร-ทะ ) แปลว่า ศีรษะ กับคำว่า อภิเษก ( อ่านว่า อะ-พิ-เส-กะ ) แปลว่า การรดน้ำ. มูรธาภิเษก เป็นพิธีที่ประกอบในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน 

       ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระมหาราชครูได้นำน้ำ ศักดิ์สิทธิ์จากปัญจมหานที ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี ( อ่านว่า มะ-ฮี ) กับน้ำจากแม่น้ำสำคัญในประเทศไทย 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเพชรบุรี และ แม่น้ำราชบุรี รวมทั้งน้ำจากสระน้ำอีก 4 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา มาทำพิธีเสกน้ำ สำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมูรธาภิเษกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://legacy.orst.go.th/?knowledges=มูรธาภิเษก-๖-มีนาคม-๒๕๕๖  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -


อุปายาส

 

อุปายาส  



       อุปายาส - ความคับใจ, ความแค้นใจ, ความลำเค็ญใจ เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งความคับใจ  



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.online-english-thai-dictionary.com/?word=อุปายาส&d=2&m=0&p=1  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       อุปายาส 

       เพชรเม็ดหนึ่งในบาลี 

       ภาษาไทยอ่านว่า อุ-ปา-ยาด

       บาลีอ่านว่า อุ-ปา-ยา-สะ


       “อุปายาส” รากศัพท์มาจาก อุป + อายาส 

       ( 1 ) “อุป” 

       ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “อุป-” : 

       “อุป-” (ขีด – ข้างหลังหมายความว่าไม่ใช้ตามลำพัง แต่ใช้นำหน้าคำอื่นเสมอ) อ่านว่า อุ-ปะ- เป็นคำจำพวกที่ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “อุปสรรค”

       นักเรียนบาลีท่องจำคำแปลกันมาว่า “อุป : เข้าไป , ใกล้ , มั่น” 

       “อุป” ในบาลีใช้ในความหมายตามบริบทต่างๆ ประมวลได้ดังนี้ -

              ( 1 ) ข้างบน , บน ( on upon , up ) 

              ( 2 ) ข้างนอก ( out ) 

              ( 3 ) สุดแต่ ( up to ) 

              ( 4 ) สูงขึ้น , ข้างต้น ( higher , above ) 

              ( 5 ) ใกล้ชิด , ใกล้เคียง , ใกล้ ( close by , close to , near )

              ( 6 ) ทีเดียว , โดยประการทั้งปวง ( quite , altogether ) 

              ( 7 ) เกือบ , ราว ๆ , ค่อนข้าง , เล็กน้อย , รอง , โดย - , น้อย ๆ , ทำตามแบบ ( nearly , about , somewhat , a little , secondary , by - , miniature , made after the style of ) 

              แต่ในที่นี้ “อุป” มีความหมายเฉพาะ ไม่ตรงกับความหมายดังที่แสดงมานี้ ( ดูข้างหน้า ) 



       ( 2 ) “อายาส” 

       บาลีอ่านว่า อา-ยา-สะ รากศัพท์มาจาก อา ( คำอุปสรรค = ทั่ว , ยิ่ง , กลับความ ; ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ” ) + ยสฺ ( ธาตุ = พยายาม , ขยัน , หมั่น ; อา + ยสฺ = ท้อแท้ , เศร้า ) + ณ ปัจจัย , ลบ ณ , ทีฆะ อะ ต้นธาตุ “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” ( ยสฺ > ยาส ) 

       : อา + ยสฺ = อายสฺ + ณ = อายสณ > อายส > อายาส ( ปุงลิงค์ ) แปลตามศัพท์ว่า “ความท้อแท้” “ความเศร้า” หมายถึง ความยุ่งยาก , ความเสียใจ ( trouble , sorrow )

       อุป + อายาส = อุปายาส ( อุ-ปา-ยา-สะ ) แปลว่า “ความเสียใจอย่างยิ่ง” 

       “อุป” เมื่อนำหน้าหรือรวมกับ “อายาส” ( อุป + อายาส = อุปายาส ) ท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า “ภุโส อติวิย อายาโส อุปายาโส” ( คัมภีร์ปัญจิกา* ภาค 3 หน้า 313 ) 


………….. 

หมายเหตุ: *ปัญจิกา เป็นชื่อคัมภีร์ประเภทอัตถโยชนา ( คือคัมภีร์อธิบายศัพท์และแนะวิธีแปล มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “โยชนา” ) ของคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยชั้น ป.ธ.9 


………….. 

       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อุปายาส” ว่า [ a kind of] trouble , turbulence , tribulation , unrest , disturbance , unsettled condition ( ความทุกข์ยาก [ ชนิดหนึ่ง ] , ความระทม , ความยากลำบาก , ความไม่สงบ , ความโกลาหล , ภาวะที่ไม่ราบรื่น ) 

       นักธรรมะของเรานิยมแปล “อุปายาส” ว่า “ความคับแค้นใจ” 

       พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร บอกไว้ว่า -

       “อุปายาส : ( คำนาม ) ความคับใจ , ความแค้นใจ , ความลำเค็ญใจ เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง” 

       คำว่า “อุปายาส” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 



ขยายความ : 

       “อุปายาส” ที่นักธรรมของเราน่าจะคุ้นกันดี-โดยเฉพาะท่านที่ชอบทำวัตรสวดมนต์ ก็คือที่แสดงไว้ใน “สังเวคปริกิตตนปาฐะ” ที่สวดต่อท้ายบททำวัตรเช้า ดังจะขอยกมาเสนอเพื่อเป็นการเจริญสติดังนี้ (ในที่นี้เขียนแบบบาลีไทย) 


………….. 

       ชาติปิ ทุกขา - แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ 

       ชะราปิ ทุกขา - แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ 

       มะระณัมปิ ทุกขัง - แม้ความตายก็เป็นทุกข์ 

       โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา - แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ 

       อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข - ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

       ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข - ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ 

       ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง - ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์

       สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - ว่าโดยสรุป อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์   



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://dhamma.serichon.us/2022/08/25/อุปายาส-เพชรเม็ดหนึ่งใน/  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -



ปหานะ

 




       ปหานะ - การละ , การกำจัด หมายถึง กำจัดกิเลส , ละตัณหา , กำจัดบาปอกุศลธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%BB%CB%D2%B9  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       การปฏิบัติธรรม มีอยู่สองส่วน ก็คือ ภาวนา กับ ปหานะ ภาวนา ก็คือเจริญศีล สติ สมาธิ ปัญญา ให้เข้มแข็ง ให้เต็ม ให้สมบูรณ์ ให้บริสุทธิ์ 

       ปหานะ คือการประหารกิเลสหรืออุปาทาน สมุทัยทั้งหลาย คือสิ่งที่เราจะต้องประหาร 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://uttayarndham.org/taxonomy/term/1785 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

Saturday, October 1, 2022

อริยวินัย - ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ

 




อริยวินัย 

ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ 



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

* * * ภิกษุผู้สมาทานธุดงค์  * * * ( 1 ) 

- บาลี ปญฺจก. อํ. 22/245 - 246/181-190 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 181 )  

       1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 5 จำพวกเป็นไฉน คือ

              1. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะโง่เขลา เพราะหลงงมงาย 

              2. มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ จึงถืออยู่ป่าเป็นวัตร 

              3. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน 

              4. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ 

              5. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ 


       ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้แล


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 

       เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส หัวเนยใสชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นยอดในจำพวก โครส 5 /////  เหล่านั้นฉันใด บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นเลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน 


       2. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ …


       3. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       4. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       5. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       6. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       7. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       8. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       9. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือห้ามภัตอันนำมาถวาย เมื่อภายหลังเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       10. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 5 จำพวกเป็นไฉน คือ 

              1. ภิกษุเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะโง่เขลา เพราะหลงงมงาย 


              2. มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ จึงเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 


              3. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตรเพราะเป็นบ้าเพราะจิตฟุ้งซ่าน


              4. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ 


              5. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้แล

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส หัวเนยใส ชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นเลิศในจำพวกโครส 5 เหล่านั้นฉันใด 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร เป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน 



* * * ศีลที่เป็นกุศล มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์

-บาลี ทสก. อํ. 24/1/1 


       ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มี อวิปปฏิสาร ///// ( ความไม่ร้อนใจ ) เป็นผลมี อวิปปฏิสาร เป็นอานิสงส์ 

       ... อวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ 

       ... ปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ 

       ... ปีติ มี ปัสสัทธิ ///// ( ความสงบรำงับ ) เป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ 

       ... ปัสสัทธิ มีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ 

       ... สุข มีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ 

       ... สมาธิ มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ///// ( ญาณเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง ) เป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์  

       ... ยถาภูตญาณทัสสนะ มี นิพพิทา ///// ( ความเบื่อหน่าย ) วิราคะ /////  ( ความคลายกำหนัด ) เป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ 

       ... นิพพิทา วิราคะ มี วิมุตติญาณทัสสนะ ///// เป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ 


       ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล 



* * * ถ้าภิกษุเป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ 

-บาลี มหา. ที. 10/172/138  


       ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 

       ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 

       ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 

       ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง 

       ก็ถ้าภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย 



* * * พระธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ 

-บาลี มหา. ที. 10/178/141


       …ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น 

       ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา 


       ดูกรอานนท์ บัดนี้ พวกภิกษุยังเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า อาวุโสฉันใด โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ไม่ควรเรียกกันฉันนั้น

       ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า โดยชื่อหรือโคตร หรือโดยวาทะว่า อาวุโส 

       แต่ภิกษุผู้อ่อนกว่าพึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า ภันเต หรืออายัสมา 


       ดูกรอานนท์ โดยล่วงไปแห่งเราสงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างได้  


       โดยล่วงไป แห่งเรา พึงลง พรหมทัณฑ์ /////  แก่ฉันนภิกษ


       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ พรหมทัณฑ์ เป็นไฉน 


       ดูกรอานนท์ ฉันนภิกษุพึงพูดได้ตามที่ตนปรารถนา ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า ไม่พึงกล่าว ไม่พึง สั่งสอน


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสงสัยเคลือแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติ จะพึงมีบ้างแก่ภิกษุ แม้รูปหนึ่ง พวกเธอจงถามเถิด อย่าได้มีความร้อนใจภายหลังว่า พระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว ยังมิอาจทูลถามพระผู้มีพระภาคในที่เฉพาะพระพักตร์ 


       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันนิ่ง แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติจะพึงมีบ้างแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง พวกเธอจงถามเถิด อย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า พระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว เรายังมิอาจทูลถามพระผู้มีพระภาคในที่เฉพาะพระพักตร์ 


       แม้ครั้งที่สามภิกษุเหล่านั้น ก็พากันนิ่ง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลายบางทีพวกเธอไม่ถาม แม้เพราะความเคารพในพระศาสดา แม้ภิกษุผู้เป็นสหายก็จงบอกแก่ภิกษุผู้สหายเถิด 



       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกนั้น พากันนิ่ง ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์เลื่อมใส ในภิกษุสงฆ์อย่างนี้ว่า ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือใน ข้อปฏิบัติ มิได้มีแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่งในภิกษุสงฆ์นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 


       ดูกรอานนท์ เธอพูดเพราะความเลื่อมใส ตถาคตหยั่งรู้ในข้อนี้เหมือนกันว่า ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรคหรือในข้อปฏิบัติ มิได้มีแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง ในภิกษุสงฆ์นี้ บรรดาภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุรูปที่ตำที่สุด ก็เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า 


       ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็น พระ ปัจฉิมวาจา /////  ของพระตถาคต 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

* * * ( 1 ) : มีที่ทรงตรัสไว้โดยนัยอื่นอีกอย่างน้อย 7 พระสูตร ซึ่งรวมแล้วมี 13 ข้อ - ผู้รวบรวม  
   


* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : อา  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,001 , 1,002 , 1,003 , 1,004 , 1,005 , 1,006 , 1,007



ปัจฉิมวาจา

 




       ปัจฉิมวาจา ( อ่านว่า ปัด-ฉิม-มะ-วา-จา ) - วาจาครั้งสุดท้าย 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.xn--q3c2aquc2kd.com/define/ปัจฉิมวาจา  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

พรหมทัณฑ์

 




       พรหมทัณฑ์ ความหมาย คือ โทษอย่างสูง คือ สงฆ์ตกลงกันลงโทษภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง โดยภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน หรือสั่งสอนภิกษุรูปนั้น

       พระฉันนะซึ่งเป็นพระเจ้าพยศ ถือตัวว่าเป็นคนเก่าใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาก่อนใครอื่น ใครว่าไม่ฟัง ภายหลังถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ถึงกับเป็นลมล้มสลบหายพยศได้ 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://dekgenius.com/dictionary/religion/buddhism-3215.htm 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พรหมทัณฑ์ 

       การลงโทษแบบอารยชน

       อ่านว่า พฺรม-มะ-ทัน 

       ประกอบด้วยคำว่า พรหม + ทัณฑ์

       ( 1 ) “พฺรหฺม” รากศัพท์มาจาก พฺรหฺ ( ธาตุ = เจริญ , ประเสริฐ ) + ม ปัจจัย

       : พฺรหฺ + ม = พฺรหฺม แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เจริญด้วยคุณ” ใช้ในความหมายดังนี้ -

              ( 1 ) ความดีประเสริฐสุด ( the supreme good )  

              ( 2 ) คัมภีร์พระเวท , สูตรลึกลับ , คาถา , คำสวดมนต์ ( Vedic text , mystic formula , prayer ) 

              ( 3 ) เทพผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์ ถือกันว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล ( the god Brahmā chief of the gods , often represented as the creator of the Universe ) 

              ( 4 ) เทวดาพวกหนึ่งที่อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงที่เรียกว่า พรหมโลก ( a brahma god , a happy & blameless celestial being , an inhabitant of the higher heavens [brahma-loka] ) 

              ( 5 ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์, คนศักดิ์สิทธิ์ ( holy, pious , a holy person ) 



ในแง่ตัวบุคคล คำว่า “พรหม” หมายถึง -

              ( 1 ) เทพสูงสุดหรือพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์

              ( 2 ) เทพในพรหมโลก เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม มี 2 พวกคือ รูปพรหม มี 16 ชั้น อรูปพรหม มี 4 ชั้น 

              ( 3 ) ผู้ประเสริฐด้วยคุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา ( ปรารถนาให้อยู่เป็นปกติสุข ) กรุณา ( ตั้งใจช่วยเพื่อให้พ้นจากปัญหา ) มุทิตา ( ยินดีด้วยเมื่อมีสุขสมหวัง ) อุเบกขา ( วางอารมณ์เป็นกลางเมื่อได้ทำหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ) 



คำว่า “พฺรหฺม” ออกเสียงอย่างไร ?

       ลองออกเสียงว่า พะ-ระ-หะ-มะ ช้าๆ แล้วค่อยๆ เร่งให้เร็วขึ้น จะได้เสียงที่ถูกต้องของคำว่า “พฺรหฺม” ในบาลี

       แต่โดยทั่วไป นักเรียนบาลีในเมืองไทยออกเสียงว่า พรม-มะ หรือ พรำ-มะ 



       ( 2 ) “ทัณฑ์” 

       บาลีเป็น “ทณฺฑ” อ่านว่า ทัน-ดะ ( ฑ มณโฑ ออกเสียงเหมือน ด เด็ก ) รากศัพท์มาจาก : 

              ( 1 ) ทมฺ ( ธาตุ = ฝึก , ข่ม , ทรมาน ) + ฑ ปัจจัย , แปลง มฺ เป็น ณฺ

              : ทมฺ > ทณฺ + ฑ = ทณฺฑ แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องทรมานฝึกฝน” หมายถึง การลงทัณฑ์ , การทรมาน , การลงอาญา , การถูกปรับ 


              ( 2 ) ทฑิ ( ธาตุ = ตี , ประหาร ) + ก ปัจจัย , ลงนิคหิตอาคมที่ต้นธาตุแล้วแปลงเป็น ณฺ , ลบ ก และสระที่สุดธาตุ 


              : ทฑิ > ทํฑิ > ทณฺฑิ > ทณฺฑ + ก = ทณฺฑก > ทณฺฑ แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องตี” หมายถึง ท่อนไม้ , ไม้เท้า , ไม้เรียว 

       “ทณฺฑ” ( ปุงลิงค์ ) มีความหมายหลัก 2 อย่าง คือ ไม้ที่หยิบถือได้ ( a stick , staff , rod ) และ การลงโทษ ( punishment ) 

       ในที่นี้ “ทณฺฑ” หมายถึงการลงโทษ 



       พฺรหฺม + ทณฺฑ = พฺรหฺมทณฺฑ แปลว่า “การลงโทษอย่างผู้ประเสริฐ”


       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “พฺรหฺมทณฺฑ” ว่า “the highest penalty ,” a kind of severe punishment [ temporary deathsentence? ] ( “พรหมทัณฑ์”, การลงโทษที่สูงสุดอย่างหนึ่ง [ การลงโทษหนักชั่วคราว] ) 


       บาลี “พฺรหฺมทณฺฑ” ในภาษาไทยใช้เป็น “พรหมทัณฑ์”


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

       “พรหมทัณฑ์ : ( คำนาม ) ตามศาสนาพราหมณ์หมายความว่า “ไม้พระพรหม” ชื่อศัสตรากายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง ; การสาปแห่งพราหมณ์ ; โทษอย่างสูง คือห้ามไม่ให้ใคร ๆ พูดด้วยในหมู่สงฆ์ด้วยกัน. ( ส. , ป. )” 


       พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “พรหมทัณฑ์” เป็นอังกฤษ ดังนี้ -

       พรหมทัณฑ์ : ( Brahmadaṇḍa ) lit. sublime punishment; punishment by suspending or breaking off conversation and communication; sanctioned punishment by silent treatment.


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายความหมายของ “พรหมทัณฑ์” ไว้ดังนี้ -

       “พรหมทัณฑ์ : โทษอย่างสูง คือ สงฆ์ตกลงกันลงโทษภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน หรือสั่งสอนภิกษุรูปนั้น , พระฉันนะซึ่งเป็นภิกษุเจ้าพยศ ถือตัวว่าเป็นคนเก่าใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาก่อนใครอื่น ใครว่าไม่ฟัง ภายหลังถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ถึงกับเป็นลมล้มสลบหายพยศได้” 



ขยายความ : 

       คำที่มีความหมายทำนองเดียวกับ “พรหมทัณฑ์” คือ “คว่ำบาตร”


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

       “คว่ำบาตร : ( สํานวน ) ( คำกริยา ) ไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย , เดิมหมายถึงสังฆกรรมที่พระสงฆ์ประกาศลงโทษคฤหัสถ์ผู้ประทุษร้ายต่อศาสนาด้วยการไม่คบ ไม่รับบิณฑบาต เป็นต้น” 


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายความหมายของ “คว่ำบาตร” ไว้ดังนี้ -

       “คว่ำบาตร : การที่สงฆ์ลงโทษอุบาสกผู้ปรารถนาร้ายต่อพระรัตนตรัย โดยประกาศให้ภิกษุทั้งหลายไม่คบด้วย คือไม่รับบิณฑบาต ไม่รับนิมนต์ ไม่รับไทยธรรม , บุคคลต้นบัญญัติ คือวัฑฒลิจฉวี ซึ่งถูกสงฆ์คว่ำบาตร เพราะโจทพระทัพพมัลลบุตร ด้วยสีลวิบัติอันไม่มีมูล , คำเดิมตามบาลีว่า ปัตตนิกกุชชนา” 


       สรุปเป็นหลักว่า -

       “พรหมทัณฑ์” เป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุด้วยกัน

       “คว่ำบาตร” เป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่คฤหัสถ์ 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://dhamma.serichon.us/2018/04/26/พรหมทัณฑ์-การลงโทษแบบอา/  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -