Showing posts with label หมวด-2-ทาน. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ทาน. Show all posts

Monday, March 8, 2021

เหตุแห่งความเจริญขึ้นและความถูกทำลายแห่งสกุล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุแห่งความเจริญขึ้นและความถูกทำลายแห่งสกุล 

      คามณิ!  ตลอดเวลาล่วงมา 91 กัปป์ นับแต่กัปนี้ เราระลึกไม่ได้ว่าเราเคยเข้าไปทำลายตระกูลใดๆ เพราะการรับเอาข้าวสุกมา โดยที่แท้นั้นตระกูลใดๆ ที่เป็นตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก สกุลทั้งปวงนั้น เจริญขึ้นเพราะการให้ทาน เพราะสัจจะและสัญญมะ ( การบีบบังคับใจ )

       คามณิ!  เหตุปัจจัย 8 อย่างเพื่อการทำลายแห่งสกุล คือ 

       ( 1 ) สกุลทั้งหลายถึงการถูกทำลาย เพราะพระราชา

       ( 2 ) สกุลทั้งหลายถึงความถูกทำลาย เพราะโจร 

       ( 3 ) สกุลทั้งหลายถึงความถูกทำลาย เพราะไฟ

       ( 4 ) สกุลทั้งหลายถึงความถูกทำลาย เพราะน้ำ

       ( 5 ) สกุลทั้งหลายถึงความถูกทำลาย เพราะทรัพย์ที่ฝังไว้เคลื่อนจากที่ 

       ( 6 ) สกุลทั้งหลายถึงความถูกทำลาย เพราะการงานที่ประกอบไม่ดี 

       ( 7 ) คนในสกุลใช้จ่ายโภคทรัพย์เหล่านั้นฟุ่มเฟือย ให้พินาศสูญหายไป

       ( 8 ) ความไม่เที่ยงเป็นที่ 8

       คามณิ!  เหล่านี้แลคือเหตุปัจจัย 8 อย่าง เพื่อการทำลายแห่งสกุลทั้งหลาย เมื่อเหตุปัจจัย 8 อย่างเหล่านี้มีอยู่ ผู้ใดพึงกล่าวหาเราอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อให้สกุลขาดสูญ เพื่อให้สกุลเสื่อม เพื่อให้สกุลคับแค้น ดังนี้ ผู้นั้นยังไม่ละวาจานั้น ยังไม่ละความคิดนั้น ยังไม่สละทิฏฐินั้น ต้องดิ่งลงในนรกแน่แท้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : เหตุแห่งความเจริญขึ้นและความถูกทำลายแห่งสกุล  /  หัวข้อเลขที่ : 88  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/400/622.  /  หน้าที่ : 205 , 206  

- END - 


เหตุให้ค้าขายได้กำไร หรือ ขาดทุน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุให้ค้าขายได้กำไร หรือ ขาดทุน

      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  อะไรหนอเป็นเหตุปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

       ( 1 ) สารีบุตร!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า “ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์” เขากลับไม่ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมขาดทุน

       ( 2 ) สารีบุตร!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า “ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์” แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ไม่เป็นไปตามประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์

       ( 3 ) สารีบุตร!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า “ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์” เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์

       ( 4 ) สารีบุตร!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า “ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์” เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ 

       สารีบุตร!  นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายขาดทุน นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : เหตุให้ค้าขายได้กำไร หรือ ขาดทุน  /  หัวข้อเลขที่ : 87  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/105/79.  /  หน้าที่ : 203 , 204  

- END - 


ข้อปฏิบัติในการขอสิ่งของต่อผู้ปวารณาของภิกขุ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ข้อปฏิบัติในการขอสิ่งของต่อผู้ปวารณาของภิกขุ 

      ภิกษุมิใช่ผู้อาพาธ พึงยินดีปวารณาด้วยปัจจัยเพียง 4 เดือน เว้นไว้แต่ปวารณาอีก เว้นไว้แต่ปวารณาเป็นนิตย์ ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น เป็นปาจิตตีย์

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ข้อปฏิบัติในการขอสิ่งของต่อผู้ปวารณาของภิกขุ  /  หัวข้อเลขที่ : 86  /  -บาลี มหา. วิ. 2/371/556.  /  หน้าที่ : 202  

- END - 



ข้อปฎิบัติในการอนุโมทนาของภิกษุ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ข้อปฎิบัติในการอนุโมทนาของภิกษุ 

     สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่อนุโมทนาในที่ฉัน คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ไม่อนุโมทนาในที่ฉัน ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้นในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราอนุญาตให้อนุโมทนาในที่ฉัน เราอนุญาตให้ภิกษุผู้เถระอนุโมทนาในที่ฉัน ... เราอนุญาตให้ภิกษุเถระ อนุเถระ 4 - 5  รูป รอ ( เป็นเพื่อน ) อยู่ในที่ฉัน ... 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อมีกิจที่จะพึงทำ เราอนุญาตให้บอกลาภิกษุผู้นั่งอยู่ในลำดับ ( ใกล้ๆ ) แล้วไปได้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ข้อปฎิบัติในการอนุโมทนาของภิกษุ  /  หัวข้อเลขที่ : 85  /  -บาลี จุลฺล. วิ. 7/223/420-423.  /  หน้าที่ : 201

- END - 


การเกี่ยวข้องกับเงินทองของภิกษุ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การเกี่ยวข้องกับเงินทองของภิกษุ 

วินัยบัญญัติ ที่มาในสิกขาบทปาติโมกข์ )

       อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองเงิน หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

       อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

       อนึ่ง ภิกษุใด ถึงการซื้อและการขายมีประการต่างๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 

       อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจ่ายจีวรนี้แล้วยังภิกษุ ชื่อนี้ให้ครองจีวร

       ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

       ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล

       ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ

       ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย

       ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล 

       ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่สองสามครั้ง ยังไวยาวัจกรนั้น ให้จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

       ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงยืนนิ่งต่อหน้า 4 ครั้ง 5 ครั้ง 6 ครั้ง เป็นอย่างมาก เธอยืนนิ่งต่อหน้า 4 ครั้ง 5 ครั้ง 6 ครั้ง เป็นอย่างมาก ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี 

       ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 

       ถ้าให้สำเร็จไม่ได้พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่ ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

( ธรรมะแวดล้อม ที่มาในสูตรอื่นๆ )

       ... เมณฑกะคหบดีผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “มีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียง จะเดินทางไปทำ ไม่ได้ง่าย ขอประทานระวโรกาส ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตเสบียงเดินทางแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราอนุญาตโครส 5 คือ นมสด นมส้ม เปรียง เนยข้น เนยใส

       ภิกษุทั้งหลาย!  หนทางกันดาร อัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไปทำไม่ได้ง่าย เราจึงอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสารพึงแสวงหาข้าวสาร ต้องการถั่วเขียวพึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาสพึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือพึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อยพึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมันพึงแสวงหาน้ำมัน ต้องการเนยใสพึงแสวงหาเนยใส

       ภิกษุทั้งหลาย!  ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก สั่งว่า “สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้”

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆ เลย

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อราชบริษัทนั่งประชุมกันในพระราชวัง สังสนทนากันว่า ทองและเงินย่อมควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมยินดีทองและเงิน เมื่อราชบริษัทกล่าวอย่างนี้ ข้าพระองค์ได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า ท่านผู้เจริญอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ทองและเงินย่อมไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน ย่อมไม่รับทองและเงิน สมณศากยบุตรห้ามแก้วมณีและทอง ปราศจากทองและเงิน

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้ เมื่อข้าพระองค์พยากรณ์อย่างนี้ เป็นอันกล่าวตามคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง เป็นการพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ที่ถูกตำ หนิไปด้วยหรือ พระเจ้าข้า” 

       ดีละ คามณิ! เมื่อท่านพยากรณ์อย่างนี้ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง เป็นการพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ถูกตำหนิไปด้วย เพราะว่าทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน สมณศากยบุตรห้ามแก้วมณีและทอง ปราศจากทองและเงิน

       คามณิ! ทองและเงินควรแก่ผู้ใด เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใด ทองและเงินก็ควรแก่ผู้นั้น

       คามณิ! ท่านพึงทรงความที่ควรแก่เบญจกามคุณนั้นโดยส่วนเดียวว่า ไม่ใช่ธรรมของสมณะ ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร

       อนึ่ง เรากล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ เรามิได้กล่าวว่า สมณศากยบุตรพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆ เลย

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : การเกี่ยวข้องกับเงินทองของภิกษุ  /  หัวข้อเลขที่ : 84  /  -บาลี มหาวิ. วิ. 2/54/70., -บาลี มหาวิ. วิ. 2/90,94,99/105,110,113., -บาลี มหา. วิ. 5/120/85., -บาลี สฬา. สํ. 18/401/625.  /  หน้าที่ : 197 , 198 , 199 , 200 

- END - 


ความสมปรารถนาไม่ได้เกิดเพราะการอ้อนวอน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความสมปรารถนาไม่ได้เกิดเพราะการอ้อนวอน

      คหบดี!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ แต่หาได้ยากในโลก 5 ประการเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) อายุ 

       ( 2 ) วรรณะ

       ( 3 ) สุข 

       ( 4 ) ยศ 

       ( 5 ) สวรรค์ 

       คหบดี!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้แล น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ แต่หาได้ยากในโลก

       คหบดี!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก เรามิได้กล่าวว่าจะพึงได้เพราะเหตุแห่งการอ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งการปรารถนา

       ถ้าธรรม 5 ประการ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลกเหล่านี้ จักได้เพราะเหตุแห่งการอ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งการปรารถนาแล้วไซร้ ในโลกนี้ใครจะพึงเสื่อมจากอะไร

       คหบดี!  อริยสาวกผู้ต้องการอายุ ไม่ควรอ้อนวอน หรือเพลิดเพลิน หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุ อริยสาวกผู้ต้องการอายุ พึงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่ออายุ เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่ออายุที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้อายุ อริยสาวกนั้นย่อมได้อายุทั้งที่เป็นของทิพย์ หรือที่เป็นของมนุษย์

       คหบดี!  อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ ไม่ควรอ้อนวอน หรือเพลิดเพลิน หรือแม้เพราะเหตุแห่งวรรณะ อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ พึงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อวรรณะ เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อวรรณะ ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้วรรณะ อริยสาวกนั้นย่อมได้วรรณะทั้งที่เป็นของทิพย์ หรือที่เป็นของมนุษย์ 

       คหบดี!  อริยสาวกผู้ต้องการสุข ไม่อ้อนวอนหรือ เพลิดเพลิน หรือแม้เพราะเหตุแห่งสุข อริยสาวกผู้ต้องการสุข พึงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อสุข เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อสุขที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สุข อริยสาวกนั้นย่อมได้สุขทั้งที่เป็นของทิพย์ หรือที่เป็นของมนุษย์ 

       คหบดี!  อริยสาวกผู้ต้องการยศ ไม่ควรอ้อนวอน หรือเพลิดเพลิน หรือแม้เพราะเหตุแห่งยศ อริยสาวกผู้ต้องการยศ พึงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อยศ เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อยศที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ยศอริยสาวกนั้น ย่อมได้ยศทั้งที่เป็นของทิพย์ หรือที่เป็นของมนุษย์ 

       คหบดี!  อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลิน หรือแม้เพราะเหตุแห่งสวรรค์ อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ พึงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อสวรรค์ เพราะข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อสวรรค์ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สวรรค์ อริยสาวกนั้นย่อมได้สวรรค์ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -   

   ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร )

       ชนผู้ปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง และความเพลินใจ พึงทำความไม่ประมาทให้มากยิ่งขึ้น

       บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ บัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายะ ผู้มีปัญญา ท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะบรรลุถึงประโยชน์ทั้งสองนั้น

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ความสมปรารถนาไม่ได้เกิดเพราะการอ้อนวอน  /  หัวข้อเลขที่ : 83  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/51/43.  /  หน้าที่ : 194 , 195 , 196 

- END - 

วิธีการเจริญเมตตาและการเจริญพรหมวิหาร

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วิธีการเจริญเมตตาและการเจริญพรหมวิหาร

       เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักตั้งมั่น ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อใด จิตของเธอเป็นจิตตั้งมั่น ดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว

       เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์ พ้นแล้วจากบาป อกุศลที่เกิดขึ้น ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อเธอเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติแล้ว กายก็สงบรำงับ ผู้มีกายสงบรำงับย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ

       เธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง แก่สัตว์ทั้งหลายทั่วหน้าเสมอกัน ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา เป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แล้วแลอยู่

       มีจิตประกอบด้วยกรุณา แผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง แก่สัตว์ทั้งหลายทั่วหน้าเสมอกัน ด้วยจิตอันประกอบด้วยกรุณา เป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แล้วแลอยู่

       มีจิตประกอบด้วยมุทิตา แผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง แก่สัตว์ทั้งหลายทั่วหน้าเสมอกัน ด้วยจิตอันประกอบด้วยมุทิตา เป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แล้วแลอยู่

       มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ทิศที่หนึ่ง ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง แก่สัตว์ทั้งหลายทั่วหน้าเสมอกัน ด้วยจิตอันประกอบด้วยอุเบกขา เป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แล้วแลอยู่

       สระโบกขรณี มีนำใสจืด เย็น สะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์ ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ อันความร้อนแผดเผา เร่าร้อน ลำบาก ระหาย อยากดื่มน้ำ เขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ และความกระวนกระวายเพราะความร้อนเสียได้ แม้ฉันใด เธอมาถึงธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น ย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เรากล่าวว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่ง 

       เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง ย่อมเป่าสังข์ให้ได้ยินได้ทั้งสี่ทิศโดยไม่ยาก ฉันใด ในเมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ... มุทิตาเจโตวิมุตติ... อุเบกขาเจโตวิมุตติ... ที่เจริญแล้วอย่างนี้ กรรมชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัด ย่อมไม่มีเหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ในนั้น ก็ฉันนั้น

       เมื่อใดเธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้ว เมื่อนั้น เธอจักเดินไปทางใดๆ ก็จักเดินเป็นสุขในทางนั้นๆ ยืนอยู่ในที่ใดๆ ก็จักยืนเป็นสุขในที่นั้นๆ นั่งอยู่ในที่ใดๆ ก็จักนั่งอยู่เป็นสุขในที่นั้นๆ นอนอยู่ที่ใดๆ ก็จักนอนเป็นสุขในที่นั้นๆ

       เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติอันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสมำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 อย่าง คือ

       ( 1 ) หลับเป็นสุข

       ( 2 ) ตื่นเป็นสุข

       ( 3 ) ไม่ฝันร้าย

       ( 4 ) เป็นที่รักของพวกมนุษย์

       ( 5 ) เป็นที่รักของพวกอมนุษย์

       ( 6 ) เทวดารักษา

       ( 7 ) ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศัสตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น 

       ( 8 ) จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว

       ( 9 ) สีหน้าผุดผ่อง 

       ( 10 ) ไม่หลงทำกาละ 

       ( 11 ) เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไป ย่อมเกิดในพรหมโลก 

       เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสมำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 อย่างนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : วิธีการเจริญเมตตาและการเจริญพรหมวิหาร  /  หัวข้อเลขที่ : 82  /  -บาลี มู. ม. 12/614/482., -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/309/160., -บาลี เอกาทสก. อํ. 24/370/222.  /  หน้าที่ : 190 , 191 , 192 , 193

- END - 


ผลของการเจริญเมตตา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผลของการเจริญเมตตา

       ภิกษุทั้งหลาย!  หอกมีใบอันคม ถ้าบุรุษพึงมากล่าวว่า เราจักงอเข้า จักพับ จักม้วนซึ่งหอกมีใบอันคมนี้ด้วยฝ่ามือหรือด้วยกำมือ ดังนี้ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเป็นผู้สามารถเพื่อจะงอเข้า เพื่อจะพับ เพื่อจะม้วนซึ่งหอกมีใบอันคมโน้น ด้วยฝ่ามือหรือด้วยกำมือได้หรือหนอ 

       เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าข้า

       ข้อนั้นเพราะเหตุไร

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่าการที่จะงอเข้า จะพับและจะม้วนซึ่งหอกมีใบอันคมด้วยฝ่ามือหรือด้วยกำมือ กระทำไม่ได้ง่าย ก็แหละบุรุษนั้นพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเหน็ดเหนื่อยลำบากถ่ายเดียว

       ภิกษุทั้งหลาย!  ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อภิกษุใดเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ กระทำให้มาก กระทำให้เป็นประดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้งอาศัยให้มั่นคง สั่งสม ปรารภด้วยดี ถ้าอมนุษย์จะพึงกระทำจิตของภิกษุนั้นให้ฟุ้งซ่าน อมนุษย์นั้นพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเหน็ดเหนื่อย ลำบากถ่ายเดียว เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ กระทำให้มั่นคง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสมำเสมอด้วยดี

       ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ผลของการเจริญเมตตา  /  หัวข้อเลขที่ : 81  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/308/668-9.  /  หน้าที่ : 189 

- END - 


เจริญเมตตาจิตมีผลมากกว่าให้ทาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เจริญเมตตาจิตมีผลมากกว่าให้ทาน

      ภิกษุทั้งหลาย!  ผู้ใดพึงให้ทานประมาณ 100 หม้อใหญ่ในเวลาเช้า ผู้ใดพึงให้ทานประมาณ 100 หม้อใหญ่ในเวลาเที่ยง ผู้ใดพึงให้ทานประมาณ 100 หม้อใหญ่ในเวลาเย็น

       ผู้ใดพึงเจริญเมตตาจิตในเวลาเช้า โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค หรือผู้ใดพึงเจริญเมตตาจิตในเวลาเที่ยง โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค หรือผู้ใดพึงเจริญเมตตาจิตในเวลาเย็น โดยที่สุดแม้เพียง
ชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค การเจริญเมตตาจิตนี้มีผลมากกว่าทานที่บุคคลให้แล้ว 3 ครั้งในวันหนึ่งนั้น

       เพราะเหตุนั้นในเรื่ิองนี้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ กระทำให้มั่นคง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอด้วยดี
 
       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : เจริญเมตตาจิตมีผลมากกว่าให้ทาน  /  หัวข้อเลขที่ : 80  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/308/667.  /  หน้าที่ : 188 

- END - 


สิ่งที่ประเสริฐกว่าทาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ่งที่ประเสริฐกว่าทาน

      ก็การให้ทานด้วยศรัทธาอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดยส่วนมาก ก็แต่บทแห่งธรรม ( นิพพาน ) นั้นแหละ ประเสริฐกว่าการให้ทานทั้งหลาย เพราะว่าสัปบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญา ในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนกว่าก็ดี บรรลุซึ่งนิพพานแล้ว

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : สิ่งที่ประเสริฐกว่าทาน  /  หัวข้อเลขที่ : 79  /  บาลี สคาถ. สํ. 15/30/101.  /  หน้าที่ : 186 

- END - 


การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 3 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 3 )

      ภิกษุ!  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน เพราะอาศัยน้ำมันและไส้แล้วจึงลุกโพลงอยู่ได้ เมื่อหมดน้ำมันและหมดไส้ พร้อมกับไม่เติมน้ำมันและไส้อีก ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อแล้วดับไป ภิกษุ! ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลนั้น เมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ และย่อมรู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิตเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้สึกอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจเป็นอย่างยิ่งด้วยประการอย่างนี้ ก็ปัญญานี้ คือ ความรู้ในความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาอันประเสริฐยิ่ง ความหลุดพ้นของเขานั้น จัดว่าตั้งอยู่ในสัจจะ เป็นคุณไม่กำเริบ

       ภิกษุ!  เพราะสิ่งที่เปล่าประโยชน์เป็นธรรมดานั้นเท็จ ส่วนสิ่งที่ไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดาได้แก่นิพพานนั้นจริง  ฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งด้วยประการอย่างนี้ ก็สัจจะนี้ คือ นิพพาน มีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา เป็นสัจจะอันประเสริฐยิ่ง

       อนึ่ง บุคคลนั้นแล ยังไม่ทราบในกาลก่อน จึงเป็นอันพรั่งพร้อมสมาทานอุปธิเข้าไว้ อุปธิเหล่านั้นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความเป็นอีกไม่ได้ มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ( การบริจาค ) อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งด้วยประการอย่างนี้ ก็จาคะนี้ คือความสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่ง

       อนึ่ง บุคคลนั้นแลยังไม่ทราบในกาลก่อน จึงมีความโลภ ( อภิชฌา ) ความพอใจ ( ฉันทะ ) ราคะกล้า ( สาราคะ ) ความอาฆาต ( อาฆาตะ ) ความพยาบาท ( พยาปาทะ ) ความคิดประทุษร้าย ( สัมปะโทโส ) ความไม่รู้ ( อวิชชา ) ความหลงพร้อม ( สัมโมโห ) ความหลงงมงาย ( สัมปะโมโห ) อกุศลธรรมนั้นๆเป็นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความเป็นอีกไม่ได้ มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปสมะ ( ความสงบ ) อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็อุปสมะนี้ คือ ความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ เป็นอุปสมะอันประเสริฐอย่างยิ่ง

       ภิกษุ!  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเราอาศัยเนื้อความนี้กล่าวแล้ว 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 3 )  /  หัวข้อเลขที่ : 78  /  -บาลี อุปริ. ม. 14/444/691.  /  หน้าที่ : 183 , 184 , 185 

- END - 

การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 2 )

      สารีบุตร!  บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ทานโดยไม่มีความหวังผล ให้ทานโดยไม่มีจิตผูกพันในผล ให้ทานโดยไม่มุ่งการสั่งสม ( บุญ ) ให้ทานโดยไม่คิดว่า “เราตายไปจักได้เสวยผลของทานนี้” ให้ทานโดยไม่คิดว่า “การให้ทานเป็นการดี” ให้ทานโดยไม่คิดว่า“บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย เคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี”

       ให้ทานโดยไม่คิดว่า “เราหุงหากิน สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหา ไม่สมควร” ให้ทานโดยไม่คิดว่า “เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ

       ให้ทานโดยไม่คิดว่า “เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส”

       แต่ให้ทานเป็นเครื่องประดับจิต เป็นบริขารของจิต ( จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ )

       เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ … เขาให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าพรหมกายิกา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 77  /  -บาลี สตฺตก. อํ. 23/60/49.  /  หน้าที่ : 181 , 182  

- END - 

การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 1 )

      ช่างไม้ทั้งหลาย!  อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า

       ธรรม 4 ประการเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า

       ( 2 ) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม 

       ( 3 ) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ 

       ( 4 ) มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน

       ช่างไม้ทั้งหลาย!  อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : การให้ทานอันเป็นอริยะ ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 76  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/440/1451.  /  หน้าที่ : 180  

- END - 

ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 2 )


       ภิกษุทั้งหลาย!  กำลัง 4 ประการเหล่านี้มีอยู่ 

       4 ประการเป็นอย่างไร คือ 

       ( 1 ) กำลัง คือ ปัญญา

       ( 2 ) กำลัง คือ ความเพียร

       ( 3 ) กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ

       (4) กำลัง คือ การสงเคราะห์

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็กำลัง คือ ปัญญาเป็นอย่างไร 

       ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมดำ นับว่าเป็นธรรมดำ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมขาว นับว่าเป็นธรรมขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลเห็นแจ้ง ประพฤติได้ด้วยปัญญา

       ภิกษุทั้งหลาย! นี้เรียกว่า กำลัง คือ ปัญญา

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็กำลัง คือ ความเพียรเป็นอย่างไร 

       ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมดำนับว่าเป็นธรรมดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นอริยะ บุคคลย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมขาว นับว่าเป็นธรรมขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นอริยะ บุคคลย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อให้ได้ธรรมเหล่านั้น

       ภิกษุทั้งหลาย! นี้เรียกว่า กำลัง คือความเพียร

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษเป็นอย่างไร 

       อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ ภิกษุทั้งหลาย! นี้เรียกว่า กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นอย่างไร

       ได้แก่ สังคหวัตถุ 4 ประการนี้ คือ 

       ( 1 ) ทาน ( การให้ ) 

       ( 2 ) เปยยวัชชะ ( การพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก ) 

       ( 3 ) อัตถจริยา ( การประพฤติประโยชน์ ) 

       ( 4 ) สมานัตตตา ( ความมีตนเสมอกัน ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย!  การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก

       ภิกษุทั้งหลาย!  การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในสีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย !  พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย! เหล่านี้เรียกว่า กำลัง คือ การสงเคราะห์

       ภิกษุทั้งหลาย!  เหล่านี้แล คือ กำลัง 4 ประการ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง 4 ประการเหล่านี้ ย่อมก้าวล่วงภัย 5 ประการ คือ

       ( 1 ) อาชีวิตภัย ( ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต )

       ( 2 ) อสิโลกภัย ( ภัยคือการติเตียน ) 

       ( 3 ) ปริสสารัชภัย ( ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท ) 

       ( 4 ) มรณภัย ( ภัยคือความตาย ) 

       ( 5 ) ทุคติภัย ( ภัยคือทุคติ ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวกนั้น ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า 

       เราไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไฉนเราจักต้องกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเล่า เพราะเรามีกำลัง 4 ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามจึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนเกียจคร้านจึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนมีการงานทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษ จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต

       เราไม่กลัวต่อภัยคือการติเตียน ... 

       เราไม่กลัวต่อภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท ... 

       เราไม่กลัวต่อภัยคือความตาย ... 

       เราไม่กลัวต่อภัยคือทุคติ ไฉนเราจักต้องกลัวต่อภัยคือทุคติเล่า เพราะเรามีกำลัง 4 ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทราม จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คนเกียจคร้าน จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คนมีการงานทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษ จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร จึงกลัวภัยคือทุคติ

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง 4 ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย 5 ประการเหล่านี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 75  /  -บาลี นวก. อํ. 23/439/209.  /  หน้าที่ : 175 , 176 , 177 , 178 , 179  

- END - 


ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 1 )

      ภิกษุทั้งหลาย!  ทาน 2 อย่างนี้ คือ

       ( 1 ) อามิสทาน

       ( 2 ) ธรรมทาน 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ

       ภิกษุทั้งหลาย!  การแจกจ่าย 2 อย่างนี้ คือ

       ( 1 ) การแจกจ่ายอามิส 

       ( 2 ) การแจกจ่ายธรรม

       ภิกษุทั้งหลาย!  บรรดาการแจกจ่าย 2 อย่างนี้ การแจกจ่ายธรรมเป็นเลิศ

       ภิกษุทั้งหลาย!  การอนุเคราะห์ 2 อย่างนี้ คือ

       ( 1 ) การอนุเคราะห์ด้วยอามิส 

       ( 2 ) การอนุเคราะห์ด้วยธรรม 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บรรดาการอนุเคราะห์ 2 อย่างนี้ การอนุเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : การให้ทานอันเป็นอริยะ  /  หัวข้อย่อย : ธรรมทานเลิศกว่าอามิสทาน ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 74  /  -บาลี ขุ. ขุ. 25/305/278.  /  หน้าที่ : 174  

- END - 


Sunday, March 7, 2021

ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล

       มหาราช!  อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศัสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่งเมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่าพระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมอง จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารหาได้ง่าย จักมีอาหารหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา จับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นนำมนต์ รดนำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัด ปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

       มหาราช!  ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเลย เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเพราะราชศัตรูนั้น

       มหาราช!  ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษ ในภายใน

       มหาราช!  ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : องค์ประกอบของทานที่ให้แล้วมีผลมาก  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 73  /  -บาลี สี. ที. 9/89-92/114-121.  /  หน้าที่ : 166 , 167 , 168 , 169 , 170 , 171 

- END - 

ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 15 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 15 ) 


      ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

       ธรรม 7 ประการเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) ธัมมัญญู รู้จักธรรม 

       ( 2 ) อัตถัญญู รู้จักอรรถ 

       ( 3 ) อัตตัญญู รู้จักตน 

       ( 4 ) มัตตัญญู รู้จักประมาณ 

       ( 5 ) กาลัญญู รู้จักกาล 

       ( 6 ) ปริสัญญู รู้จักบริษัท 

       ( 7 ) ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักเลือกคบคน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นธัมมัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นอัตถัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้จักเนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่านี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นอัตตัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่พึงรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นมัตตัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยากับเครื่องใช้ในการรักษาโรค หากภิกษุไม่พึงรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยากับเครื่องใช้ในการรักษาโรค เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยากับเครื่องใช้ในการรักษาโรค ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นกาลัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลออกหลีกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลออกหลีกเร้น เราไม่พึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลออกหลีกเร้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นปริสัญญูเป็นอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัทคหบดี นี้บริษัทสมณะ ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้ พึงนั่งอย่างนี้ พึงนิ่งอย่างนี้ หากภิกษไม่รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่งอย่างนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่งอย่างนี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ปริสัญญู ด้วยอาการอย่างนี้ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นปุคคลปโรปรัญญูอย่างไร ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน 2 คือ บุคคล 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการเห็นพระอริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ บุคคลที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ 

       บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการจะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้องการฟังสัทธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ

       บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรมก็มี 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ

       บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคลที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ 

       บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ก็มี 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ  

       บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี 2 จำพวก คือพวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ 

       บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน 2 อย่างนี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นปุคคลปโรปรัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ปริสัญญู ปุคคลปโรปรัญญู ด้วยอาการอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุประกอบด้วยธรรม 7 ประการนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : องค์ประกอบของทานที่ให้แล้วมีผลมาก  /  หัวข้อย่อย : ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 15 )  /  หัวข้อเลขที่ : 72  /  -บาลี สตฺตก. อํ. 23/107/65.  /  หน้าที่ : 160 , 161 , 162 , 163 , 164 , 165 

- END - 

ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 14 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 14 )

      ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

       ธรรม 6 ประการเป็นอย่างไร คือ 

       ( 1 ) อดทนต่อรูป 

       ( 2 ) อดทนต่อเสียง

       ( 3 ) อดทนต่อกลิ่น 

       ( 4 ) อดทนต่อรส 

       ( 5 ) อดทนต่อโผฏฐัพพะ

       ( 6 ) อดทนต่อธัมมารมณ์

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : องค์ประกอบของทานที่ให้แล้วมีผลมาก  /  หัวข้อย่อย : ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 14 )  /  หัวข้อเลขที่ : 71  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/176/203.  /  หน้าที่ : 159 

- END - 

ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 13 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 13 ) 

      ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

       ธรรม 5 ประการเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) อดทนต่อรูป 

       ( 2 ) อดทนต่อเสียง 

       ( 3 ) อดทนต่อกลิ่น 

       ( 4 ) อดทนต่อรส 

       ( 5 ) อดทนต่อโผฏฐัพพะ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูปเป็นอย่างไร คือ ภิกษุเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในรูปที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูปอย่างนี้แล

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียงเป็นอย่างไร คือ ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในเสียงที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียงอย่างนี้แล

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่นเป็นอย่างไร คือ ภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในกลิ่นที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่นอย่างนี้แล 

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรสเป็นอย่างไร คือ ภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในรสที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรสอย่างนี้แล

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะเป็นอย่างไร คือ ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในโผฏฐัพพะที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างนี้แล 

       ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 5 ประการนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : องค์ประกอบของทานที่ให้แล้วมีผลมาก  /  หัวข้อย่อย : ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 13 )  /  หัวข้อเลขที่ : 70  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/180/139.  /  หน้าที่ : 157 , 158  

- END - 


ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 12 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 12 )

      ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

       ธรรม 8 ประการเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้มีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย

       ( 2 ) เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ที่เป็นการประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ ธรรมมีลักษณะเห็นปานนั้น อันเขาสดับแล้วมาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ

       ( 3 ) เป็นผู้ปรารภความเพียร มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย

       ( 4 ) เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะอันสงัด 

       ( 5 ) เป็นผู้อดกลั้นต่อความไม่ยินดีและความยินดี ระงับเสียได้ซึ่งความไม่ยินดีที่เกิดขึ้นแล้ว

       ( 6 ) เป็นผู้อดกลั้นความกลัวต่อภัยเสียได้ ระงับเสียได้ซึ่งความกลัวต่อภัยที่เกิดขึ้นแล้ว 

       ( 7 ) มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ซึ่งเป็นจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

       ( 8 ) กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ทาน  /  หัวข้อใหญ่ : องค์ประกอบของทานที่ให้แล้วมีผลมาก  /  หัวข้อย่อย : ผู้ควรรับทักษิณา ( นัยที่ 12 )  /  หัวข้อเลขที่ : 69  /  -บาลี อฏฐก. อํ. 23/300/148.  /  หน้าที่ : 155 , 156  

- END -