Showing posts with label หมวด-2-ภพภูมิ. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ภพภูมิ. Show all posts

Tuesday, April 6, 2021

ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการละขาดซึ่งภพ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการละขาดซึ่งภพ  

       สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า ย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้น โดยความเป็นตัวเป็นตน

       เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้น

       สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น

       เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

       พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ

       สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ

       ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะวิภพ เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้

       ก็ทุกข์นี้มีขึ้น เพราะอาศัยซึ่งอุปธิทั้งปวง

       เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์จึงไม่มี

       ท่านจงดูโลกนี้เถิด ( จะเห็นว่า ) สัตว์ทั้งหลายอัน อวิชชา หนาแน่นบังหน้าแล้ว

       และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้ 

       ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง 

       ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

       เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่

       เขาย่อมละ ภวตัณหา ได้ และไม่เพลิดเพลิน วิภวตัณหา ด้วย

       ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือนิพพาน

       ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น

       ภิกษุนั้น เป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ดังนี้แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการละขาดซึ่งภพ  /  หัวข้อเลขที่ : 150  /  -บาลี อุ.ขุ. 25/121/84.  /  หน้าที่ : 513 , 514  

- END - 




ผู้มีอุปการะมาก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้มีอุปการะมาก 

      ถูกแล้วๆ อานนท์! จริงอยู่ บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว ได้เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี แม้ด้วยการอภิวาท การลุกขึ้นยืนรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม และการตามถวายซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร

       บุคคลใดอาศัยบุคคลใดแล้ว ได้เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี แม้ด้วยการอภิวาท การลุกขึ้นยืนรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม และการตามถวายซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร 

       บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว ได้เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะเจ้า เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี แม้ด้วยการอภิวาท การลุกขึ้นยืนรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม และการตามถวายซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร

       บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว ได้เป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี แม้ด้วยการอภิวาท การลุกขึ้นยืนรับ การทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม และการตามถวายซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน ปัจจัยเภสัชชบริขาร

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ผู้มีอุปการะมาก  /  หัวข้อเลขที่ : 149  /  -บาลี อุปริ. ม. 14/456-457/709.  /  หน้าที่ : 511 , 512  

- END -






รัตนะที่หาได้ยาก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง รัตนะที่หาได้ยาก

      เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย!  ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ 5 ประการ หาได้ยากในโลก 5 ประการ อย่างไรเล่า ? คือ

       ( 1 ) ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ 

       ( 2 ) บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว 

       ( 3 ) บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันผู้อื่นแสดงแล้ว

       ( 4 ) บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันผู้อื่นแสดงแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

       ( 5 ) กตัญญูกตเวทีบุคคล 

       เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย!  ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ 5 ประการนี้แล หาได้ยากในโลก  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : รัตนะที่หาได้ยาก  /  หัวข้อเลขที่ : 148  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/266/195.  /  หน้าที่ : 510 

- END - 

ว่าด้วยทักษิณา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ว่าด้วยทักษิณา  

       อานนท์!  

       บุคคลให้ทานในสัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า

       ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า 

       ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า 

       ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า

       ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณานับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานในพระโสดาบัน

       ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี

       ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี

       ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์

       ในพระปัจเจกพุทธะ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ

       อานนท์!  ก็ทักษิณาที่ให้แล้วในสงฆ์มี 7 อย่าง คือ

       ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ 1 

       ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ 2 

       ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ 3

       ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ 4

       แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ 5 * * * ( 1 )

       แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ 6

       แจ้งต่อสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ 7

       อานนท์!  ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มีผ้ากาสาวะ ( จีวร ) พันคอ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น

       อานนท์!  ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น เราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทาน ( การถวายเจาะจงบุคคล ) ว่ามีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย

       อานนท์!  ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้มี 4 อย่าง 4 อย่างเป็นอย่างไร คือ

       ( 1 ) ทักษิณาบางอย่าง บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ( ผู้ให้ ) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ( ผู้รับ )

       ( 2 ) ทักษิณาบางอย่าง บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

       ( 3 ) ทักษิณาบางอย่างฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์

       ( 4 ) ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่ายปฏิคาหก

       อานนท์!  ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร

       อานนท์!  ในข้อนี้ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

       อานนท์!  ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร

       อานนท์!  ในข้อนี้ทายกเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

       อานนท์!  ก็ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ เป็นอย่างไร

       อานนท์!  ในข้อนี้ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์

       อานนท์!  ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร

       อานนท์!  ในข้อนี้ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก

       อานนท์!  นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา 4 อย่าง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

( คาถาผนวกท้ายพระสูตร )

       ( 1 ) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก

       ( 2 ) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

       ( 3 ) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่ามีผลไพบูลย์

       ( 4 ) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่ามีผลไพบูลย์

       ( 5 ) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่า อามิสทาน ทั้งหลาย


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

* * * ( 1 ) หมายเหตุ = เป็นข้อสังเกตให้ทราบว่า ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์นั้น
จะมีภิกษุหรือภิกษุณีจำนวนกี่รูปก็ได้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ว่าด้วยทักษิณา  /  หัวข้อเลขที่ : 147  /  -บาลี อุปริ. ม. 14/458-462/711-719.  /  หน้าที่ : 504 , 505 , 506 , 507 , 508 , 509  

- END - 

อานิสงส์ของผู้มีจิตเลื่อมใสในตถาคต

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง อานิสงส์ของผู้มีจิตเลื่อมใสในตถาคต

      อานนท์!  ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสงให้สว่างไปทั่วทิศกินเนื้อที่ประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น มีจำนวนพันหนึ่ง ในพันโลกนั้น มีดวงจันทร์พันดวง ดวงอาทิตย์พันดวง ภูเขาสิเนรุพันลูก ชมพูทวีปพันทวีป อมรโคยานพันทวีป อุตรกุรุพันทวีป ปุพพวิเทหะพันทวีป มหาสมุทรสี่พัน มหาราชสี่พัน จาตุมมหาราชิกาพันหนึ่ง ดาวดึงส์พันหนึ่ง ยามาพันหนึ่ง ดุสิตพันหนึ่ง นิมมานรดีพันหนึ่ง ปรนิมมิตวสวัตตีพันหนึ่ง พรหมพันหนึ่ง นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ ( โลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล )

       สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ มีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ ( โลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาล )

       ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุมีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ( โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล )

       อานนท์!  ตถาคต เมื่อมีความจำนง ก็ย่อมพูดให้ ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้ หรือว่าจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใดก็ได้

       ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า !  เป็นไปได้ด้วยวิธีอย่างใด พระเจ้าข้า!

       อานนท์!  ตถาคตอยู่ที่นี่ จะพึงแผ่รัศมีมีโอภาสสว่างไปทั่ว ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ เสียก่อน เมื่อสัตว์เหล่านั้นรู้สึกต่อแสงสว่างอันนั้นแล้ว ตถาคตก็จะบันลือเสียง ให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน อย่างนี้แล อานนท์!  ตถาคตจะพูดให้ ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้ หรือจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใดก็ได้

       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า “เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอ ที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้”

       ลำดับนั้น ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ผู้มีอายุ!  ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้

       เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอุทายีว่า

       อุทายี!  เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้ พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา 7 ครั้ง พึงเป็นพระเจ้าจักพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ 7 ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น

       อุทายี!  ก็แต่ว่าอานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เอง 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : อานิสงส์ของผู้มีจิตเลื่อมใสในตถาคต  /  หัวข้อเลขที่ : 146  /  -บาลี ติก. อํ. 20/292/520.  /  หน้าที่ : 501 , 502 , 503  

- END -


บริษัทสมาคม 8

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง บริษัทสมาคม 8 

       อานนท์!  บริษัทสมาคม 8 จำพวก คือ

       ( 1 ) ขัตติยบริษัท 

       ( 2 ) พราหมณบริษัท 

       ( 3 ) คหบดีบริษัท

       ( 4 ) สมณบริษัท

       ( 5 ) จาตุมมหาราชิกบริษัท 

       ( 6 ) ดาวดึงสบริษัท 

       ( 7 ) มารบริษัท 

       ( 8 ) พรหมบริษัท 

       อานนท์!  ตถาคตยังจำ ได้ว่าเคยเข้าไปสู่ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท นับด้วยร้อยๆ ทั้งเคยนั่งร่วม เคยเจรจาร่วม เคยสนทนา และสมาคมร่วมกับบริษัทนั้นๆ

       เราย่อมจำ เรื่องนั้นๆได้ดีว่า ( คราวนั้นๆ ) ผิวกายของพวกนั้นเป็นเช่นใด ผิวกายของเราก็เป็นเช่นนั้น เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด เสียงของเราก็เป็นเช่นนั้น

       อนึ่ง เรายังเคยได้ชี้แจงพวกเขาเหล่านั้นให้เห็นจริงในธรรม ให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้เกิดความกล้าที่จะทำตาม ให้พอใจในผลแห่งการปฏิบัติที่ได้รับแล้วด้วยธรรมีกถา

       บริษัทเหล่านั้น ไม่รู้จักเรา ผู้กำลังพูดให้เขาฟังอยู่ว่าเราเป็นใคร คือเป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์

       ครั้นเรากล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ก็จากไปทั้งที่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังไม่รู้จักเรา
 
       เขาได้แต่เกิดความฉงนใจว่า ผู้ที่จากไปแล้วนั้นเป็นใคร เป็นเทวดา หรือมนุษย์แน่ ดังนี้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : บริษัทสมาคม 8  /  หัวข้อเลขที่ : 144  /  -บาลี มหา. ที. 10/127/99.  /  หน้าที่ : 490 , 491 

- END - 

ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ 

       ( การสนทนากับโหณพราหมณ์ เริ่มในที่นี้ด้วยพราหมณ์ทูลถาม )

       “ท่านผู้เจริญของเรา!  ท่านเป็นเทวดาหรือ ?”

       พราหมณ์เอย!  เราไม่ได้เป็นเทวดาดอก

       “ท่านผู้เจริญของเรา!  ท่านเป็นคนธรรพ์หรือ ?”

       พราหมณ์เอย!  เราไม่ได้เป็นคนธรรพ์ดอก

       “ท่านผู้เจริญของเรา!  ท่านเป็นยักษ์หรือ ?”

       พราหมณ์เอย!  เราไม่ได้เป็นยักษ์ดอก

       “ท่านผู้เจริญของเรา!  ท่านเป็นมนุษย์หรือ ?”

       พราหมณ์เอย!  เราไม่ได้เป็นมนุษย์ดอก

       “ท่านผู้เจริญของเรา!  เราถามอย่างไรๆ ท่านก็ตอบว่ามิได้เป็นอย่างนั้นๆ ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไรเล่า ?”

       พราหมณ์เอย!  อาสวะเหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็นเทวดา เพราะยังละมันไม่ได้ อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว

       พราหมณ์เอย!  อาสวะเหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็น คนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ เพราะยังละมันไม่ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว

       พราหมณ์!  เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว มันเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ ตั้งอยู่ น้ำไม่เปียกติดมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น 

       พราหมณ์!  เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลกก็จริง แต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้ว และอยู่ในโลก โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน เราได้

       พราหมณ์!  ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็น “พุทธะ” ดังนี้เถิด

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ  /  หัวข้อเลขที่ : 143  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/49/36.  /  หน้าที่ : 488 , 489 

- END - 



อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็ อริยสัจ คือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า?

       คือหนทางอันประกอบด้วยองค์ 8 อันประเสริฐนี้เอง  องค์ 8 คือ

       ความเห็นชอบ ( สัมมาทิฏฐิ )

       ความดำริชอบ ( สัมมาสังกัปปะ )

       วาจาชอบ ( สัมมาวาจา )

       การงานชอบ ( สัมมากัมมันตะ )

       อาชีวะชอบ ( สัมมาอาชีวะ )

       ความเพียรชอบ ( สัมมาวายามะ ) 

       ความระลึกชอบ ( สัมมาสติ )

       ความตั้งใจมั่นชอบ ( สัมมาสมาธิ )


       ภิกษุทั้งหลาย!  ความเห็นชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด นี้เราเรียกว่า ความเห็นชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  ความดำริชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการไม่เบียดเบียน นี้เราเรียกว่า ความดำริชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  วาจาชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  การเว้นจากการพูดเท็จ การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน การเว้นจากการพูดหยาบ การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เราเรียกว่า วาจาชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  การงานชอบ เป็นอย่างไร ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  การเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า การงานชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  อาชีวะชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวกในกรณีนี้ ละการหาเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการหาเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เราเรียกว่า อาชีวะชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  ความเพียรชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่ยังไม่ได้บังเกิด ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้บังเกิด ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่า ความเพียรชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  ความระลึกชอบ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ( สัมปชัญญะ ) มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ นี้เราเรียกว่าความระลึกชอบ


       ภิกษุทั้งหลาย!  ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นอย่างไร?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงฌานที่ 1 อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่

       เพราะวิตกวิจารรำ งับลง เธอเข้าถึงฌานที่ 2 อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่

       เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยกาย ย่อมเข้าถึงฌานที่ 3 อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่

       เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานที่ 4 อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่ นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เราเรียกว่า อริยสัจ คือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  /  หัวข้อเลขที่ : 142  /  -บาลี มหา. ที. 10/343-345/299.  /  หน้าที่ : 481 , 482 , 483 , 484 , 485 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : อริยมรรค มีองค์ 8  /  หัวข้อเลขที่ : 111  /  -บาลี มหา. ที. 10/343-345/299.  /  หน้าที่ : 295 , 296 , 297 , 298 , 299

- END - 


ลำดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นอนัตตา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลำดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นอนัตตา

      ภิกษุทั้งหลาย!  รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา เธอทั้งหลายพึงเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้

       ( ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทุกประการ ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบตรงตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้ ปุพพันตานุทิฏฐิ ( ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต ) ทั้งหลาย ย่อมไม่มี

       เมื่อ ปุพพันตานุทิฏฐิ ทั้งหลายไม่มี อปรันตานุทิฏฐิ ทั้งหลาย ( ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต ) ย่อมไม่มี

       เมื่อ อปรันตานุทิฏฐิ ทั้งหลายไม่มี ความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี

       เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี จิตย่อมจางคลายกำหนัด ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น

       เพราะหลุดพ้นแล้ว จึงดำรงอยู่ 

       เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีร่าเริงด้วยดี

       เพราะยินดีร่าเริงด้วยดี จึงไม่หวาดสะดุ้ง

       เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนนั่นเทียว

       เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : ลำดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นอนัตตา  /  หัวข้อเลขที่ : 141  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/57/93.  /  หน้าที่ : 478 , 479 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ลำดับการหลุดพ้นโดยละเอียดเมื่อเห็นอนัตตา  /  หัวข้อเลขที่ : 116  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/57/93.  /  หน้าที่ : 306 , 307 

- END - 

ลำดับการปฏิบัติ เพื่ออรหัตตผล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลำดับการปฏิบัติ เพื่ออรหัตตผล

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราย่อมไม่กล่าวการประสบความพอใจในอรหัตตผล ด้วยการกระทำ อันดับแรกเพียงอันดับเดียว

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็แต่ว่า การประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็การประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้ เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุรุษบุคคลในกรณีนี้ เป็นผู้มีศรัทธาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเข้าไปหา ( สัปบุรุษ )

       เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้

       เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ

       ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ย่อมได้ฟังธรรม

       ครั้นฟังแล้ว ย่อม ทรงจำธรรมไว้

       ย่อมใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้

       เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์

       เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ ( ความพอใจ ) ย่อมเกิด

       ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อมมีอุตสาหะ

       ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อมใช้ดุลยพินิจ ( เพื่อหาความจริง )

       ครั้นใช้ดุลยพินิจ ( พบ ) แล้ว ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น

       ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งบรมสัจจ์ด้วยกายด้วย ย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งบรมสัจจ์นั้นด้วยปัญญาด้วย 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : ลำดับการปฏิบัติ เพื่ออรหัตตผล  /  หัวข้อเลขที่ : 140  /  -บาลี ม. ม. 13/233/238.  /  หน้าที่ : 476 , 477 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : อา  /  หัวข้อเลขที่ : 110  /  -บาลี ม. ม. 13/233/238.  /  หน้าที่ : 293 , 294

- END -

สิ่งนั้น มีแน่

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ่งนั้น มีแน่

       ภิกษุทั้งหลาย!  สิ่งซึ่งมิได้เกิด ( อชาตํ ) มิได้เป็น (อภูตํ ) มิได้ถูกอะไรทำ ( อกตํ ) มิได้ถูกอะไรปรุง (อสงฺขตํ ) นั้นมีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้ การรอดออกไปได้สำ หรับสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุที่มีสิ่งซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง การรอดออกไปได้สำหรับสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง จึงได้ปรากฏอยู่

( คาถาผนวกท้ายพระสูตร )

       ใครๆ ไม่ควรเพลิดเพลินต่อสิ่งซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ยั่งยืน ปรุงแต่งเพื่อชราและมรณะ เป็นรังโรค เป็นของผุพัง มีอาหารและเนตติ ( ตัณหา ) เป็นแดนเกิด

       ส่วนการออกไปเสียได้จากสิ่งนั้น เป็นธรรมชาติอันสงบ ไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก เป็นของยั่งยืน ไม่เกิด ไม่เกิดขึ้นพร้อม ไม่มีโศก ปราศจากธุลี เป็นที่ควรไปถึง เป็นที่ดับแห่งสิ่งที่มีความทุกข์เป็นธรรมดา เป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสังขาร เป็นสุข ดังนี้ 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       ภิกษุทั้งหลาย!  สิ่งซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกกระทำ มิได้ถูกอะไรปรุงนั้นมีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้ ความรอดออกไปได้ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏเลย

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกกระทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง จึงได้มีความรอดออกไปได้ ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ปรากฏอยู่ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : สิ่งนั้น มีแน่  /  หัวข้อเลขที่ : 139  /  -บาลี อิติวุ. ขุ. 25/257/221. , -บาลี อุ. ขุ. 25/207/160.  /  หน้าที่ : 474 , 475  

- END -


สิ่งๆ นั้น มีอยู่

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ่งๆ นั้น มีอยู่ 

      ภิกษุทั้งหลาย!  “สิ่ง” สิ่งนั้นมีอยู่

       เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีนํ้า ไม่มีไฟ ไม่มีลม

       ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ

       ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ

       ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ 

       ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น 

       ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีอันเกี่ยวกับ “สิ่ง” สิ่งนั้น

       เราไม่กล่าวว่ามีการมา

       ไม่กล่าวว่ามีการไป ไม่กล่าวว่ามีการหยุด

       ไม่กล่าวว่ามีการจุติ ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น

       สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่ สิ่งนั้นมิได้เป็นไป

       และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์

       นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งทุกข์ ละ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : สิ่งๆ นั้น มีอยู่  /  หัวข้อเลขที่ : 138  /  -บาลี อุ. ขุ. 25/206/158.  /  หน้าที่ : 473 

- END -


“สิ่งนั้น” หาพบในกายนี้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง “สิ่งนั้น” หาพบในกายนี้

      แน่ะเธอ !  ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ เราไม่กล่าวว่าใครๆ อาจรู้ อาจเห็น อาจถึงที่สุดแห่งโลกนั้น ด้วยการไป

       แน่ะเธอ !  ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังประกอบด้วยสัญญาและใจนี่เอง เราได้บัญญัติโลก เหตุให้เกิดโลก ความดับสนิทไม่เหลือของโลก และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลกไว้ ดังนี้แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : “สิ่งนั้น” หาพบในกายนี้  /  หัวข้อเลขที่ : 137  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/62/45.  /  หน้าที่ : 472  

- END - 



“ดิน น้ำ ไฟ ลม” ไม่อาจหยั่งลงได้ในที่ไหน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ไม่อาจหยั่งลงได้ในที่ไหน 

      เกวัฏฏะ!  เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุนี้เอง เกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า “มหาภูต 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหนหนอ” ดังนี้

       ความว่า ภิกษุรูปนั้นได้เข้าสมาธิอันอาจนำไปสู่เทวโลก ได้นำเอาปัญหาข้อที่ตนสงสัยนั้นไปเที่ยวถามเทวดาพวกจาตุมหาราชิกา เมื่อไม่มีใครตอบได้ ก็เลยไปถามเทวดาในชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นนั้นโยนให้ไปถามท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันตุสิตะ ท้าวสุนิมมิตะ ท้าวปรนิมมิตวสวัตตี ถามเทพพวกพรหมกายิกา กระทั่งท้าวมหาพรหมในที่สุด

       ท้าวมหาพรหมพยายามหลีกเลี่ยง เบี่ยงบ่ายที่จะไม่ตอบอยู่พักหนึ่ง แล้วในที่สุดได้สารภาพว่าพวกเทวดาทั้งหลายพากันคิดว่าท้าวมหาพรหมเอง เป็นผู้รู้เห็นไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่จริงไม่รู้ในปัญหาที่ว่า มหาภูตรูป จักดับไปในที่ไหนนั้นเลย มันเป็นความผิดของภิกษุนั้นเอง ที่ไม่ไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ในที่สุดก็ต้องย้อนกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า )

       เกวัฏฏะ!  ภิกษุนั้นได้กลับมาอภิวาทเรา นั่ง ณ ที่ควร แล้วถามเราว่า

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาภูต 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?” ดังนี้

       เกวัฏฏะ!  เมื่อเธอถามขึ้นอย่างนี้ เราได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า

       แน่ะภิกษุ! เรื่องเก่าแก่มีอยู่ว่า พวกค้าทางทะเล ได้พานกสำหรับค้นหาฝั่งไปกับเรือค้าด้วย เมื่อเรือหลงทิศในทะเล และแลไม่เห็นฝั่ง พวกเขาปล่อยนกสำหรับค้นหาฝั่งนั้นไป นกนั้นบินไปทางทิศตะวันออกบ้าง ทิศใต้บ้าง ทิศตะวันตกบ้าง ทิศเหนือบ้าง ทิศเบื้องบนบ้าง ทิศน้อยๆบ้าง เมื่อมันเห็นฝั่งทางทิศใดแล้ว มันก็จะบินตรงไปยังทิศนั้น แต่ถ้าไม่เห็น ก็จักบินกลับมาสู่เรือตามเดิม

       ภิกษุ!  เช่นเดียวกับเธอนั้นแหละ ได้เที่ยวหาคำตอบของปัญหานี้มาจนจบทั่วกระทั่งถึงพรหมโลกแล้ว ในที่สุดก็ยังต้องย้อนมาหาเราอีก

       ภิกษุ!  ในปัญหาของเธอนั้น เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า “มหาภูต 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหน ?” ดังนี้เลย

       อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า “ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? นามรูป ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?” ดังนี้ ต่างหาก

       ภิกษุ!  ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้

       “สิ่ง” สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ

       นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ไม่อาจหยั่งลงได้ในที่ไหน  /  หัวข้อเลขที่ : 136  /  -บาลี สี. ที. 9/277/343.  /  หน้าที่ : 469 , 470 , 471  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ไม่อาจหยั่งลงได้ในที่ไหน  /  หัวข้อเลขที่ : 112  /  -บาลี สี. ที. 9/277/343.  /  หน้าที่ : 300 , 301 , 302 

- END -




อสังขต ลักษณะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง อสังขต ลักษณะ

      ภิกษุทั้งหลาย!  อสังขต ลักษณะ แห่ง อสังขต ธรรม 3 อย่างเหล่านี้มีอยู่ 3 อย่างอย่างไรเล่า ? 3 อย่าง คือ

       ( 1 ) ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท ปญํญายติ ) 

       ( 2 ) ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย ปญํญฺายติ ) 

       ( 3 ) เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ( น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ )

       ภิกษุทั้งหลาย! 3 อย่างเหล่านี้แล คือ อสังขต ลักษณะ แห่ง อสังขต ธรรม

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : อสังขต ลักษณะ  /  หัวข้อเลขที่ : 135  /  -บาลี ติก. อํ. 20/192/487.  /  หน้าที่ : 468 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : อสังขตลักษณะ  /  หัวข้อเลขที่ : 115  /  -บาลี ติก. อํ. 20/192/487.  /  หน้าที่ : 305 

- END - 

สังขต ลักษณะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สังขต ลักษณะ 

      ภิกษุทั้งหลาย!  สังขต ลักษณะ แห่ง สังขต ธรรม 3 อย่าง เหล่านี้มีอยู่ 3 อย่าง อย่างไรเล่า ? 3 อย่าง คือ

       ( 1 ) มีการเกิดปรากฏ ( อุปฺปาโท ปญํายติ )

       ( 2 ) มีการเสื่อมปรากฏ ( วโย ปญํายติ ) 

       ( 3 ) เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ( จิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ )

       ภิกษุทั้งหลาย!  3 อย่าง เหล่านี้แล คือ สังขต ลักษณะ แห่ง สังขต ธรรม 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : สังขต ลักษณะ  /  หัวข้อเลขที่ : 134  /  -บาลี ติก. อํ. 20/192/486.  /  หน้าที่ : 467 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : สังขตลักษณะ  /  หัวข้อเลขที่ : 114  /  -บาลี ติก. อํ. 20/192/486.  /  หน้าที่ : 304 

- END - 


เมื่อ “เธอ” ไม่มี

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เมื่อ “เธอ” ไม่มี

      พาหิยะ!  เมื่อใด “เธอ”  เห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวกาย ก็สักว่า ดม ลิ้ม สัมผัส ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ก็สักว่าได้รู้แจ้ง แล้ว

       เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี

       เมื่อใด “เธอ” ไม่มี 

       เมื่อนั้น “เธอ” ก็ไม่ปรากฏในโลกนี้  ไม่ปรากฏในโลกอื่น  ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง

       นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : เมื่อ “เธอ” ไม่มี  /  หัวข้อเลขที่ : 133  /  -บาลี อุ. ขุ. 25/83/49.  /  หน้าที่ : 466  

- END -

ละความพอใจในสิ่งใด คือ การละซึ่งสิ่งนั้น

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ละความพอใจในสิ่งใด คือ การละซึ่งสิ่งนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อไม่รู้ยิ่ง เมื่อไม่รู้รอบ เมื่อไม่คลายกำหนัด เมื่อไม่ละขาด ซึ่งรูป … เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ ก็ไม่ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อรู้ยิ่ง เมื่อรู้รอบ เมื่อคลายกำหนัด เมื่อละขาด ซึ่งรูป … เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ ก็ควรแก่ความสิ้นไปแห่งทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอทั้งหลาย จงละฉันทราคะในรูป … เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ เสีย ด้วยการกระทำอย่างนี้ เป็นอันว่ารูป … เวทนา … สัญญา… สังขาร … วิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่เธอละขาดแล้ว มีรากอันขาดแล้ว ทำ ให้เป็นเหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันขาดแล้วให้ถึงความไม่มีอยู่ มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : ละความพอใจในสิ่งใด คือ การละซึ่งสิ่งนั้น  /  หัวข้อเลขที่ : 132  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/33/56-58.  /  หน้าที่ : 465  

- END -

ดับตัณหา คือ ปลงภาระหนักลงได้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ดับตัณหา คือ ปลงภาระหนักลงได้

       ภิกษุทั้งหลาย!  การปลงภาระหนักลงเสียได้ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว ความละไปของตัณหานั้น ความสลัดคืนของตัณหานั้น ความหลุดออกไปของตัณหานั้น และความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น อันใด

       ภิกษุทั้งหลาย!  อันนี้เราเรียกว่า การปลงภาระหนักลงเสียได้ ดังนี้ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) 

       ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก

       บุคคลนั่นแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป

       การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก

       การปลงภาระหนักเสียได้ เป็นความสุข

       พระอริยเจ้าปลงภาระหนักลงเสียแล้ว

       ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก

       ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก ( อวิชชา )

       เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ ดังนี้  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : ดับตัณหา คือ ปลงภาระหนักลงได้  /  หัวข้อเลขที่ : 131  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/32/52-53.  /  หน้าที่ : 463 , 464 

- END -

   




ละตัณหาได้ คือ ละเบญจขันธ์ได้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ละตัณหาได้ คือ ละเบญจขันธ์ได้ 

       ราธะ!  ความพอใจ ( ฉันทะ ) ก็ดี ความกำหนัด ( ราคะ ) ก็ดี ความเพลิน ( นันทิ ) ก็ดี ความอยาก ( ตัณหา ) ก็ดี มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณ ใดๆ พวกเธอทั้งหลายจงละกิเลสนั้นๆเสีย

       ด้วยการทำอย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณนั้นๆ จักเป็นสิ่งที่พวกเธอละได้แล้ว เป็นสิ่งที่มีมูลรากอันตัดเสียแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ทำให้มีอยู่ไม่ได้ ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

       ราธะ !  ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความเพลินก็ดี ความอยากก็ดี กิเลสเป็นเหตุให้เข้าไปสู่ภพ ( อุปายะ ) ก็ดี และความยึดมั่น ( อุปาทาน ) ก็ดี อันเป็นเครื่องตั้งทับ เครื่องเข้าไปอาศัย และเครื่องนอนเนื่องแห่งจิต มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ใดๆ พวกเธอทั้งหลายจงละกิเลสนั้นๆ เสีย

       ด้วยการทำ อย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ นั้นๆ จักเป็นสิ่งที่พวกเธอละได้แล้ว เป็นสิ่งที่มีมูลรากอันตัดเสียแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ทำให้มีอยู่ไม่ได้ ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพาน  /  หัวข้อย่อย : ละตัณหาได้ คือ ละเบญจขันธ์ได้  /  หัวข้อเลขที่ : 130  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/236-237/375-376.  /  หน้าที่ : 461 , 462  

- END -