Showing posts with label หมวด-2-แก้กรรม. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-แก้กรรม. Show all posts

Friday, April 9, 2021

ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ

      ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดงซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท ( คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ) แก่พวกเธอทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท นั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์เราจักกล่าวบัดนี้ ...

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ?

       ( 1 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว

       คือ ความตั้งอยู่แห่งธรรมดา ( ธัมมัฏฐิตตา )

       คือ ความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา ( ธัมมนิยามตา )

       คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ( อิทัปปัจจยตา )

       ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น

       ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

       และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย!  ท่านทั้งหลายจงมาดู เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี” ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุดังนี้แล ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น

       อันเป็น ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น 

       เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

       เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

       เป็น อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ( คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น )

       ( 2 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี. ...ฯลฯ… * * * ( 1 )

       ( 3 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ...ฯลฯ…

       ( 4 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน ย่อมมี. ...ฯลฯ…

       ( 5 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. ...ฯลฯ...

       ( 6 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี. ...ฯลฯ… 

       ( 7 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี. ...ฯลฯ… 

       ( 8 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี. ...ฯลฯ…

       ( 9 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี. ...ฯลฯ... 

       ( 10 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี. ...ฯลฯ… 

       ( 11 ) ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว

       คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา คือความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

       ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น

       ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่ควํ่า

       และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย!  ท่านทั้งหลายจงดู เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุดังนี้แล ธรรมธาตุใดในกรณีนั้น

       อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น

       เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น

       เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น

       เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

   * * * ( 1 ) การละเปยยาล ...ฯลฯ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อ ( 2 ) เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงข้อ ( 10 ) นี้ซ้ำกันโดยตลอดกับในข้อ ( 1 )

       ต่างกันแต่เพียงปัจจยาการแต่ละปัจจยาการเท่านั้น

       สำหรับข้อสุดท้าย คือข้อ ( 11 ) จะพิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อ ( 1 ) อีกครั้งหนึ่ง

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ  /  หัวข้อเลขที่ : 44  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/30/61.  /  หน้าที่ : 162 , 163 , 164 , 165

- END - 

เครื่องนำไปสู่ภพ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เครื่องนำไปสู่ภพ 

     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!พระองค์ตรัสอยู่ว่า ‘เครื่องนำไปสู่ภพ เครื่องนำไปสู่ภพ’ ดังนี้ ก็เครื่องนำไปสู่ภพ เป็นอย่างไรพระเจ้าข้า !  และความดับไม่เหลือของเครื่องนำไปสู่ภพนั้น เป็นอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า!”

       ราธะ!  ฉันทะ ( ความพอใจ ) ก็ดี ราคะ ( ความกําหนัด ) ก็ดี นันทิ ( ความเพลิน ) ก็ดี ตัณหา ( ความทะยานอยาก ) ก็ดี อุปายะ ( กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ ) และ อุปาทาน ( ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ) อันเป็นเครื่องตั้งทับ เครื่องเข้าไปอาศัย และเครื่องนอนเนื่องแห่งจิตก็ดี ใดๆ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ

       กิเลสเหล่านี้ นี่เราเรียกว่า ‘เครื่องนำไปสู่ภพ’

       ความดับไม่เหลือของเครื่องนำไปสู่ภพ มีได้เพราะความดับไม่เหลือของกิเลส มีฉันทะ ราคะ เป็นต้น เหล่านั้นเอง 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : เครื่องนำไปสู่ภพ  /  หัวข้อเลขที่ : 43  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/233/368.43.  /  หน้าที่ : 161 

- END - 

เหตุเกิดของภพ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุเกิดของภพ


     
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวอยู่ว่า ‘ภพ–ภพ’ ดังนี้  ภพ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า!”

       อานนท์!  ถ้ากรรม มีกามธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้ กามภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ?

       “หามิได้ พระเจ้าข้า!”

       อานนท์!  ด้วยเหตุนี้แหละ กรรม จึงเป็นเนื้อนา วิญญาณ เป็นเมล็ดพืช ตัณหา เป็นยาง ( สำหรับหล่อเลี้ยงเชื้องอก ) ของพืช

       วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย มี อวิชชา เป็นเครื่องกั้น มี ตัณหา เป็นเครื่องผูกพัน ตั้งอยู่แล้วด้วยธาตุชั้นทราม ( กามธาตุ ) การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้

       อานนท์!  ถ้ากรรม มี รูปธาตุ เป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้ รูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ?

       “หามิได้ พระเจ้าข้า!”

       อานนท์!  ด้วยเหตุนี้แหละ กรรม จึงเป็นเนื้อนา วิญญาณ เป็นเมล็ดพืช ตัณหา เป็นยางของพืช

       วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย มี อวิชชา เป็นเครื่องกั้น มี ตัณหา เป็นเครื่องผูกพัน ตั้งอยู่แล้วด้วยธาตุชั้นกลาง ( รูปธาตุ )

       การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้

       อานนท์!  ถ้ากรรม มี อรูปธาตุ เป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้ อรูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ?

       “หามิได้ พระเจ้าข้า!”

       อานนท์!  ด้วยเหตุนี้แหละ กรรม จึงเป็นเนื้อนา วิญญาณ เป็นเมล็ดพืช ตัณหา เป็นยางของพืช

       วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย มี อวิชชา เป็นเครื่องกั้น มี ตัณหา เป็นเครื่องผูกพัน ตั้งอยู่แล้วด้วยธาตุชั้นประณีต ( อรูปธาตุ ) การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้

       อานนท !  ภพ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : เหตุเกิดของภพ  /  หัวข้อเลขที่ : 42  /  -บาลี ติก. อํ. 20/287/516.  /  หน้าที่ : 159 , 160 

- END - 

ความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา 

      ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่ง วิญญาณาหาร พระเจ้าข้า ?” 

       พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสตอบว่า

       “นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้

       ถ้าเราได้กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน ( ซึ่งวิญญาณาหาร ) พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้

       ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ ?’ ดังนี้แล้ว

       นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา

       คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้นย่อมมีว่า

       ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป

       เมื่อภูตะ ( ความเป็นภพ ) นั้น มีอยู่ สฬายตนะ ย่อมมี 

       เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ( การสัมผัส )’ ดังนี้”

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?"

       นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย

       เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้

       ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?” ดังนี้

       ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา 

       คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า

       “เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

       เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ( ความรู้สึกต่ออารมณ์)” ดังนี้ 

       ( จากนั้นได้มีการทูลถาม และพระผู้มีพระภาคทรงตรัสตอบไปทีละอาการของ ปฏิจจสมุปบาท ไปจนถึง เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา และพระองค์ได้ตรัสต่อไปอีกว่า )

       เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ( ความยึดมั่น )” ดังนี้

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?"

       นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้

       ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?” ดังนี้

       ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา

       คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า

       “เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน

       เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ”

       เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

       เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

       ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

       ผัคคุนะ!  เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะทั้ง 6 นั้น นั่นเทียว จึงมีความดับแห่งผัสสะ

       เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา 

       เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา 

       เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน

       เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ

       เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ

       เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น

       ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : ความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา  /  หัวข้อเลขที่ : 41  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/15/32.  /  หน้าที่ : 155 , 156 , 157 , 158 

- END - 


ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สัตว์”

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สัตว์” 

      “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่เรียกว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ดังนี้ อันว่าสัตว์มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า!”

       ราธะ!  ความพอใจอันใด ราคะอันใด นันทิอันใด ตัณหาอันใด มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ

       เพราะการติดแล้ว ข้องแล้ว ในสิ่งนั้นๆ

       เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ‘สัตว์’ ดังนี้  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สัตว์”  /  หัวข้อเลขที่ : 40  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/232/367.  /  หน้าที่ : 154  

- END -

เหตุเกิดของทุกข์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุเกิดของทุกข์ 


       ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์!  ตามที่สารีบุตรเมื่อตอบปัญหาในลักษณะนั้นเช่นนั้น ชื่อว่าได้ตอบโดยชอบ

       ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์!  ตามที่สารีบุตรเมื่อตอบปัญหาในลักษณะนั้นเช่นนั้น ชื่อว่าได้ตอบโดยชอบ

       อานนท์!  ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่าเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น ( เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม )

       ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? 

       ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัย คือ ผัสสะ

       ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย

       อานนท์!  ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้ง 4 พวกนั้น

       ( 1 ) สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใดย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง

       แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัย ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดได้


       ( 2 ) สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้

       แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัย ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้


       ( 3 ) สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย

       แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัย ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้


       ( 4 ) ถึงแม้สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเอง หรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม

       แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัย ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้อยู่นั่นเอง


       อานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้ง 4 พวกนั้น... สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา หากเว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ดังนั้นหรือ

       นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย... 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท ( การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา )  /  หัวข้อย่อย : เหตุเกิดของทุกข์  /  หัวข้อเลขที่ : 39  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/40/75.  /  หน้าที่ : 152 , 153  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : เหตุแห่งการเกิด “ทุกข์”  /  หัวข้อเลขที่ : 101  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/40/75.  /  หน้าที่ : 278 , 279

- END - 

จะเกิดในตระกูลใดก็สิ้นกรรมได้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง จะเกิดในตระกูลใดก็สิ้นกรรมได้ 

       อานนท์!  อภิชาติ 6 ชนิด เป็นอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  ในกรณีแห่งอภิชาติ 6  นี้ คือ

       คนบางคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมดำ 1

       บางคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว 1

       บางคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดนิพพาน ( ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ) อันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว 1

       บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ 1

       บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมขาว 1

       บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว 1

       อานนท์!  คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมดำ เป็นอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทำรถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นคนยากจน มีข้าวและน้ำน้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหาไดโดยยาก เขาเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม ขี้โรค ตาบอด ง่อยกระจอก มีตัวตะแคงข้าง ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ

       แต่เขาก็ยังประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต

       ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

       อย่างนี้แล อานนท์! เรียกว่าคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมดำ

       อานนท์!  คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ฯลฯ มีอาหาร และเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยยาก มีผิวพรรณทรามไม่น่าดู ...ฯลฯ... ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ

       แต่เขาประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต

       ครั้นประพฤติสุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

       อย่างนี้แล อานนท์!  เรียกว่าคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว 

       อานนท์!  คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ...ฯลฯ ... มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม

       เขาปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน

       เขานั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ ละนิวรณ์ทั้ง 5  อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต ทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐานทั้ง 4 ยังโพชฌงค์ 7 ให้เจริญแล้วตามที่เป็นจริง

       ชื่อว่าย่อมก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว

       อย่างนี้แล อานนท์! เรียกว่า คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว

       อานนท์!  คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ เป็นอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์พอตัว มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเกลี้ยงเกลาแห่งผิวพรรณอย่างยิ่ง ร่ำรวยด้วยข้าว ด้วยน้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ

       แต่เขาประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต

       ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าพึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

       อย่างนี้แล อานนท์! เรียกว่า คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ

       อานนท์!  คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเล่า ? 

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือสกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล ...ฯลฯ... มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว มีรูปงาม ...ฯลฯ... ร่ำรวยด้วยข้าว น้ำ ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ

       เขาประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต

       ครั้นประพฤติสุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

       อย่างนี้แล อานนท์!  เรียกว่าคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมขาว

       อานนท์!  คนชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นอย่างไรเล่า ? 

       อานนท์!  คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล ...ฯลฯ... มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว มีรูปงาม ....ฯลฯ.... ร่ำรวย ด้วยข้าว น้ำ ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ

       เขาปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน

       เขานั้นครั้นบวชแล้วอย่างนี้ ละนิวรณ์ทั้ง 5  อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว มีจิตตั้งมั่นดี ใน สติปัฏฐานทั้ง 4 ยังโพชฌงค์ 7 ให้เจริญแล้วตามที่เป็นจริง

       ชื่อว่าย่อมก่อให้เกิดนิพพาน อันเป็นธรรมไม่ดำ ไม่ขาว

       อย่างนี้แล อานนท์!  เรียกว่าคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว

       อานนท์!  เหล่านี้แล อภิชาติ 6 ชนิด 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : กรรมที่ทำให้สิ้นกรรม  /  หัวข้อย่อย : จะเกิดในตระกูลใดก็สิ้นกรรมได้  /  หัวข้อเลขที่ : 38  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/428/329.  /  หน้าที่ : 145 , 146 , 147 , 148 , 149 

- END -


การกระทำกรรมที่เป็นไปเพื่อการสิ้นกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การกระทำกรรมที่เป็นไปเพื่อการสิ้นกรรม 

      ภิกษุทั้งหลาย !  เหตุทั้งหลาย 3 ประการ เหล่านี้มีอยู่ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย 3 ประการ เหล่าไหนเล่า ? 3 ประการ คือ 

       อโลภะ ( ความไม่โลภ ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย 

       อโทสะ ( ความไม่คิดประทุษร้าย ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย 

       อโมหะ ( ความไม่หลง ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี

       บุรุษพึงเผาเมล็ดพืชเหล่านั้นด้วยไฟ ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นผงขี้เถ้า ครั้นกระทำให้เป็นผงขี้เถ้าแล้ว พึงโปรยไป
ในกระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ

       เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้นเป็นพืชมีมูลอันขาดแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา โดยแน่นอน นี้ฉันใด

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโลภะ เกิดจาก อโลภะ มี อโลภะ เป็นเหตุ มี อโลภะ เป็นสมุทัย อันใด

       เพราะปราศจาก โลภะ เสียแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโทสะ เกิดจาก อโทสะ มี อโทสะ เป็นเหตุ มี อโทสะ เป็นสมุทัย อันใด

       เพราะปราศจาก โทสะ เสียแล้วด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำ ให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วย อโมหะ เกิดจาก อโมหะ มี อโมหะ เป็นเหตุ มี อโมหะ เป็นสมุทัย อันใด

       เพราะปราศจาก โมหะ เสียแล้วด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา

       ภิกษุทั้งหลาย!  เหตุทั้งหลาย 3 ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : กรรมที่ทำให้สิ้นกรรม  /  หัวข้อย่อย : การกระทำกรรมที่เป็นไปเพื่อการสิ้นกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 37  /  -บาลี ติก. อํ. 20/171/473.  /  หน้าที่ : 142 , 143 , 144 

- END -

สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง “สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม” 
 

       ภิกษุทั้งหลาย!  มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา เธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น

       มรรคาและปฏิปทา ที่เป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหาเป็นอย่างไรเล่า ? คือ โพชฌงค์ 7

       โพชฌงค์ 7 เป็นอย่างไรเล่า ? 

       คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์

       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระอุทายีได้ทูลถามว่า 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  โพชฌงค์ 7 อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา”


       อุทายี!  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ( ความสละ ความปล่อย ) อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท

       เมื่อภิกษุนั้นเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท ย่อมละตัณหาได้ ...ฯลฯ...

       ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท

       เมื่อภิกษุนั้นเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท ย่อมละตัณหาได้

       เพราะละตัณหาได้ จึงละกรรมได้ เพราะละกรรมได้ จึงละทุกข์ได้

       อุทายี!  เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม

       เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์ ด้วยประการดังนี้ แล  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : กรรมที่ทำให้สิ้นกรรม  /  หัวข้อย่อย : “สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม”  /  หัวข้อเลขที่ : 36  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/123/449.  /  หน้าที่ : 140 , 141  

- END -


ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นกรรม

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดง จักจำแนก ซึ่ง อริยอัฏฐังคิกมรรค ( อริยมรรคมีองค์ 8 ) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าว

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยอัฏฐังคิกมรรค ( อริยมรรคมีองค์ 8 ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความรู้อันใดเป็นความรู้ในทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ในความดับแห่งทุกข์ เป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาสังกัปปะ ( ความดำริชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       คือ ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน

       ภิกษุทั้งหลาย!  อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาวาจา ( การพูดจาชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมากัมมันตะ ( การทำการงานชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมากัมมันตะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาอาชีวะ ( การเลี้ยงชีวิตชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  สาวกของพระอริยเจ้าในกรณีนี้ ละการหาเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาอาชีวะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาวายามะ ( ความเพียรชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดแห่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่ยังไม่ได้บังเกิด

       ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว

       ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่บังเกิด

       ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวายามะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาสติ ( ความระลึกชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในธรรมวินัยนี้

       เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

       เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

       เป็นมีปกติผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

       เป็นผู้ปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสติ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมาสมาธิ ( ความตั้งใจมั่นชอบ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่

       เพราะความที่วิตก วิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึง ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่

       อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ เข้าถึง ตติยฌาน แล้วแลอยู่

       เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน เข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ 

       ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสมาธิ



รายละเอียดของสัมมากัมมันตะ

       ( ปาณาติปาตา เวรมณี ) เธอนั้น ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต ( ฆ่าสัตว์ ) วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย อยู่

       ( อทินนาทานา เวรมณี ) เธอนั้น ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน ( ลักทรัพย์ ) ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย มีตนเป็นคนสะอาด เป็นอยู่

       ( กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี-สำ หรับฆราวาส ) เธอนั้น ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ( คือเว้นขาดจากการประพฤติผิด ) ในหญิง ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ ( ด้วยการคล้องพวงมาลัย ) ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น 

       ในกรณีศีล 5 อีกสองข้อที่เหลือ คือ การเว้นขาดจากมุสาวาท และการเว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ก็ตรัสอย่างเดียวกัน



สัมมากัมมันตะโดยปริยายสองอย่าง

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรากล่าว แม้สัมมากัมมันตะว่ามีโดยส่วนสอง คือ

       สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มี อุปธิ เป็นวิบาก ก็มีอยู่ 

       สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค ก็มีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ ( กิเลสที่หมักหมม ) เป็นส่วนแห่งบุญ มี อุปธิ เป็นวิบากนั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีอยู่ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้คือสัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มี อุปธิ เป็นวิบาก

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

       คือ การงด การเว้น การเว้นขาด เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากกายทุจริตทั้ง 3 ( ตามที่กล่าวแล้วข้างบน ) ของผู้มีอริยจิต ของผู้มี อนาสวจิต ( ผู้มีจิตที่ไม่มีอาสวะ ) ของผู้เป็น อริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้คือ สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค



อาชีพที่ไม่ควรกระทำ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน ?

       คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภ นี้คือมิจฉาอาชีวะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  การค้าขาย 5 ประการนี้ อันอุบาสกไม่พึงกระทำ 5 ประการอย่างไรเล่า ? คือ

       1.การค้าขายศัสตรา ( สตฺถวณิชฺชา ) 

       2.การค้าขายสัตว์ ( สตฺตวณิชฺชา ) 

       3.การค้าขายเนื้อสัตว์ ( มํสวณิชฺชา ) 

       4.การค้าขายน้ำเมา ( มชฺชวณิชฺชา ) 

       5.การค้าขายยาพิษ ( วิสวณิชฺชา ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้แลการค้าขาย 5 ประการ อันอุบาสกไม่พึงกระทำ  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : กรรมที่ทำให้สิ้นกรรม  /  หัวข้อย่อย : ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 35  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/10-12/33-41. , -บาลี สี. ที. 9/83/103. , -บาลี ทสก. อํ. 24/287-288/165. , -บาลี อุปริ. ม. 14/184/271-273. , -บาลี อุปริ. ม. 14/186/149. , -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/232/177.  /  หน้าที่ : 130 , 131 , 132 , 133 , 134 , 135 , 136 , 137 , 138 , 139 

- END - 

บุคคล 4 จำพวก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง บุคคล 4 จำพวก

      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า

       มหาราช!  บุคคล 4 จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล 4 จำพวกเป็นไฉน ? บุคคล 4 จำพวกคือ

       ( 1 ) จำพวก บุคคลผู้มืดแล้วมืดต่อไป 

       ( 2 ) จำพวก บุคคลผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไป 

       ( 3 ) จำพวก บุคคลผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไป

       ( 4 ) จำพวก บุคคลผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไป

       มหาราช!  ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่ามืดแล้วคงมืดต่อไป ?

       มหาราช!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำ คือในตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทำรถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นคนยากจน มีข้าวและน้ำน้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยยาก เขาเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม ขี้โรค ตาบอด ง่อย กระจอก มีตัวตะแคงข้าง ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ

       เขาซ้ำประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

       มหาราช!  บุรุษพึงไปจากความมืดทึบสู่ความมืดทึบ หรือพึงไปจากความมืดมัวสู่ความมืดมัว หรือพึงไปจากโลหิตอันมีมลทินสู่โลหิตอันมีมลทิน ฉันใด

       
มหาราช!  ตถาคตกล่าวว่าบุคคลนี้ มีอุปไมยฉันนั้น

       มหาราช!  อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้วคงมืดต่อไป

       มหาราช!  ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไป ?

       มหาราช!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำทราม คือในตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทำรถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นคนยากจน มีข้าวและน้ำ น้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยยาก เขาเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม ขี้โรค ตาบอด ง่อย กระจอก มีตัวตะแคงข้าง ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ แม้กระนั้น เขาก็ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

       มหาราช! บุรุษพึงขึ้นจากแผ่นดินสู่บัลลังก์ หรือพึงขึ้นจากบัลลังก์สู่หลังม้า หรือพึงขึ้นจากหลังม้าสู่คอช้าง หรือพึงขึ้นจากคอช้างสู่ปราสาท แม้ฉันใด

       มหาราช!  ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น

       มหาราช!  อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไป

       มหาราช!  ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไป ?

       มหาราช!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลสูง คือในสกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณแห่งทรัพย์พอตัว มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเกลี้ยงเกลาแห่งผิวพรรณอย่างยิ่ง ร่ำรวยด้วยข้าว ด้วยน้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ แต่เขากลับประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก 

       มหาราช! บุรุษลงจากปราสาทสู่คอช้าง หรือลงจากคอช้างสู่หลังม้า หรือลงจากหลังม้าสู่บัลลังก์ หรือลงจากบัลลังก์สู่พื้นดิน หรือจากพื้นดินเข้าไปสู่ที่มืด แม้ฉันใด

       มหาราช! ตถาคตกล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น

       มหาราช!  อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไป

       มหาราช!  ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไป ?

       มหาราช!  บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลสูง คือในสกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์พอตัว มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเกลี้ยงเกลาแห่งผิวพรรณอย่างยิ่ง ร่ำรวยด้วยข้าว ด้วยน้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ เขาย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติ สุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

       มหาราช!  บุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์สู่บัลลังก์ หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากหลังม้าสู่หลังม้า หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากคอช้างสู่คอช้าง หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากปราสาทสู่ปราสาท แม้ฉันใด

       มหาราช!  ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้มี อุปไมยฉันนั้น

       มหาราช!  อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไป

       มหาราช!  บุคคล 4 จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : บุคคล 4 จำพวก  /  หัวข้อเลขที่ : 34  /  -บาลี สคา. สํ 15/136/393.  /  หน้าที่ : 124 , 125 , 126 , 127 , 128 

- END - 



ทำชั่วได้ชั่ว

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทำชั่วได้ชั่ว 

      ความยากจน และการกู้หนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นความทุกข์ในโลก

       คนจนกู้หนี้มาเลี้ยงชีวิต ย่อมเดือดร้อน เพราะเจ้าหนี้ติดตามบ้าง เพราะถูกจับกุมบ้าง

       การถูกจับกุมนั้น เป็นความทุกข์ของผู้ได้กาม

       ถึงแม้ในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน

       ผู้ใด ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ สั่งสมแต่บาปกรรม กระทำกายทุจริต-วจีทุจริต-มโนทุจริต ปกปิดอยู่ด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางจิต เพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้จักเขา ผู้นั้น พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ในที่นั้นๆ

       คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน เสมือนคนยากจนกู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน

       ความตริตรึกที่เกิดจาก วิปฏิสาร ( ความร้อนใจ ) อันเป็นเครื่องทรมานใจ ย่อมติดตามเขาทั้งในบ้านและในป่า

       คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน ไปสู่กำเนิดเดรัจฉานบางอย่าง หรือว่าถูกจองจำอยู่ในนรก

       การถูกจองจำนั้นเป็นทุกข์ ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบเลย ... 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : ทำชั่วได้ชั่ว  /  หัวข้อเลขที่ : 33  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/392/316.  /  หน้าที่ : 122 , 123  

- END -




ทุคติของผู้ทุศีล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทุคติของผู้ทุศีล 

      ภิกษุทั้งหลาย !  เราจักแสดงธรรมปริยาย อันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสนไปตามกรรม ( ของหมู่สัตว์ ) แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี

       ธรรมปริยายอันแสดงความกระเสือกกระสนไปตามกรรม ( ของหมู่สัตว์ ) เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย !  คนบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติทำ ปาณาติบาต หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต

       เขากระเสือกกระสนด้วยกาย กระเสือกกระสนด้วยวาจา กระเสือกกระสนด้วยใจ;

       กายกรรมของเขาคด วจีกรรมของเขาคด มโนกรรมของเขาคด;

       คติของเขาคด อุปบัติ ( การเข้าถึงภพ ) ของเขาคด

       ภิกษุทั้งหลาย!  สำหรับผู้มีคติคด มี อุปบัติ คดนั้น เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ เหล่าสัตว์นรก ผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือว่าสัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่ งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือสัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่นที่เห็นมนุษย์แล้วกระเสือกกระสน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คืออุปบัติย่อมมีแก่ภูตสัตว์ เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้ อุปบัติ แล้ว 

       ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้

       ( ในกรณีแห่งบุคคลผู้กระทำ อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีของผู้กระทำ ปาณาติบาต ดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุกประการ และยังได้ตรัสเลยไปถึง วจีทุจริต4 , มโนทุจริต 3  ด้วยข้อความอย่างเดียวกันอีกด้วย ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : ทุคติของผู้ทุศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 32  /  -บาลี ทสก. อํ. 24/309/193.  /  หน้าที่ : 120 , 121  

- END -




วิบากของผู้ทุศีล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วิบากของผู้ทุศีล

       ภิกษุทั้งหลาย!  ปาณาติบาต ( ฆ่าสัตว์ ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่ง ปาณาติบาต ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  อทินนาทาน ( ลักทรัพย์ ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำ เนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่ง อทินนาทาน ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  กาเมสุมิจฉาจาร ( ประพฤติผิดในกาม ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่ง กาเมสุมิจฉาจาร ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อก่อเวรด้วยศัตรู

       ภิกษุทั้งหลาย!  มุสาวาท ( คำเท็จ ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่ง มุสาวาท ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อการถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง

       ภิกษุทั้งหลาย!  ปิสุณวาท ( คำยุยงให้แตกกัน ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่ง ปิสุณวาท ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อการแตกจากมิตร

       ภิกษุทั้งหลาย!  ผรุสวาท ( คำหยาบ ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย 

       วิบากแห่ง ผรุสวาท ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อการได้ฟังเสียงที่ไม่น่าพอใจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  สัมผัปปลาปะ ( คำเพ้อเจ้อ ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย 

       วิบากแห่ง สัมผัปปลาปะ ของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อวาจาที่ไม่มีใครเชื่อถือ

       ภิกษุทั้งหลาย!  การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย

       วิบากแห่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อความเป็นบ้า ( อุมฺมตฺตก ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : วิบากของผู้ทุศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 31  /  -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/251/130.  /  หน้าที่ : 117 , 118 , 119 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วิบากกรรมอย่างเบาของหมู่สัตว์  /  หัวข้อเลขที่ : 26  /  -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/251/130.  /  หน้าที่ : 104 , 105 , 106  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : “กรรม” และผลของการกระทำ  /  หัวข้อย่อย : ผลของการไม่มีศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 51  /  -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/251/130.  /  หน้าที่ : 142 , 143 , 144 


- END - 



สุคติของผู้มีศีล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สุคติของผู้มีศีล

      ภิกษุทั้งหลาย!  สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลบางคนในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย

       เขาไม่กระเสือกกระสนด้วย ( กรรมทาง ) กาย ไม่กระเสือกกระสนด้วย ( กรรมทาง ) วาจา ไม่กระเสือกกระสนด้วย ( กรรมทาง ) ใจ;

       กายกรรมของเขาตรง วจีกรรมของเขาตรง มโนกรรมของเขาตรง คติของเขาตรง อุปบัติของเขาตรง

       ภิกษุทั้งหลาย!  สำหรับผู้มีคติตรง มีอุปบัติตรงนั้น เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ เหล่าสัตว์ผู้มีสุขโดยส่วนเดียว หรือว่าตระกูลอันสูง ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์มาก

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ อุปบัติ ( การเข้าถึงภพ ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์ เขาทำกรรมใดไว้ เขาย่อม อุปบัติ ด้วยกรรมนั้น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้อง ภูตสัตว์นั้นผู้ อุปบัติ แล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้

       ( ในกรณีแห่งบุคคลผู้ไม่กระทำ อทินนาทาน ไม่กระทำ กาเมสุมิจฉาจาร ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีของผู้ไม่กระทำ ปาณาติบาต ดังกล่าวมาแล้วข้างบนทุกประการ และยังได้ตรัสเลยไปถึง วจีสุจริตสี่ มโนสุจริต 3  ด้วยข้อความอย่างเดียวกันอีกด้วย ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : สุคติของผู้มีศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 30  /  -บาลี ทสก. อํ. 24/311/193.  /  หน้าที่ : 115 , 116

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : “กรรม” และผลของการกระทำ  /  หัวข้อย่อย : ผลของการมีศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 50  /  -บาลี ทสก. อํ. 24/311/193.  /  หน้าที่ : 140 , 141

- END -

อานิสงส์ของการรักษาศีล

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง อานิสงส์ของการรักษาศีล 

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวก ในกรณีนี้ละ ปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต 

       ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวก เว้นขาดจาก ปาณาติบาตแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ ;

       ครั้นให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เป็น ( อภัย ) ทานชั้นปฐม เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณไม่ถูกทอดทิ้งเลย

       ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้ออื่นยังมีอีก อริยสาวกละ อทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน

       ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวก เว้นขาดจาก อทินนาทาน แล้ว ย่อมชื่อว่าให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ

       ครั้นให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เป็น ( อภัย ) ทานอันดับที่สอง เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย

       ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้ออื่นยังมีอีก อริยสาวกละ กาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร

       ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวก เว้นขาดจาก กาเมสุมิจฉาจาร แล้ว ย่อมชื่อว่าให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ

       ครั้นให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เป็น ( อภัย ) ทานอันดับที่สามเป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย

       ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ เป็นที่ไหลออกแห่งกุศลนำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : อานิสงส์ของการรักษาศีล  /  หัวข้อเลขที่ : 29  /  -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/250/129.  /  หน้าที่ : 111 , 112 , 113 , 114   

- END -



ทำไมคนที่ทำบาปกรรมอย่างเดียวกัน แต่รับวิบากกรรมต่างกัน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทำไมคนที่ทำบาปกรรมอย่างเดียวกัน แต่รับวิบากกรรมต่างกัน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ใครพึงกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ

       ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ

       ภิกษุทั้งหลาย!  บาปกรรมแม้ประมาณน้อย ที่บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้

       บาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ( ให้ผลในภพปัจจุบัน ) ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย

       บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลชนิดไร ทำแล้ว บาปกรรมนั้น จึงนำเขาไปนรกได้? 

       บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายมิได้อบรม มีศีลมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรม มีปัญญามิได้อบรม มีคุณความดีน้อย เป็น อัปปาตุมะ ( ผู้มีใจคับแคบ ใจหยาบ ใจต่ำทราม) เป็น อัปปทุกขวิหารี ( มีปกติอยู่เป็นทุกข์ด้วยเหตุเล็กน้อย คือเป็นคนเจ้าทุกข์ ) บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้

       บาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกัน บุคคลชนิดไร ทำแล้ว กรรมนั้นจึงเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย ?

       บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายได้อบรมแล้ว มีศีลได้อบรมแล้ว มีจิตได้อบรมแล้ว มีปัญญาได้อบรมแล้ว มีคุณความดีมาก เป็น มหาตมะ ( ผู้มีใจกว้างขวาง ใจบุญ ใจสูง ) เป็น อัปปมาณวิหารี ( มีปกติอยู่ด้วยธรรม อันหาประมาณมิได้คือเป็นคนไม่มีหรือไม่แสดงกิเลส ซึ่งจะเป็นเหตุให้เขาประมาณได้ว่าเป็นคนดีแค่ไหน ) บาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย

       ภิกษุทั้งหลาย!  ต่างว่าคนใส่เกลือลงไปในถ้วยน้ำเล็กๆ หนึ่งก้อน ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำอันน้อยในถ้วยน้ำนั้น จะกลายเป็นน้ำเค็มไม่น่าดื่มไป เพราะเกลือก้อนนั้นใช่ไหม ? 

       “เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า!”

       เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า น้ำในถ้วยน้ำ นั้นมีน้อย มันจึงเค็มได้... เพราะเกลือก้อนนั้น

       ต่างว่า คนใส่เกลือก้อนขนาดเดียวกันนั้น ลงไปในแม่น้ำ คงคา ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำในแม่น้ำคงคานั้นจะกลายเป็นน้ำเค็ม ดื่มไม่ได้เพราะเกลือก้อนนั้นหรือ ? 

       “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า!”

       เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีมาก น้ำนั้นจึงไม่เค็ม...เพราะเกลือก้อนนั้น ฉันนั้นนั่นแหละ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำไปนรกได้

       ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย...

       ภิกษุทั้งหลาย!  คนบางคนย่อมผูกพันเพราะทรัพย์ แม้กึ่งกหาปณะ... แม้ 1 กหาปณะ... แม้ 100 กหาปณะ ส่วนบางคนไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น

       คนอย่างไร จึงผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ ฯลฯ 

       คนบางคนในโลกนี้เป็นคนจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย คนอย่างนี้ย่อมผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ. ฯลฯ

       คนอย่างไรไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ?

       คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก คนอย่างนี้ย่อมไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ฉันนั้นนั่นแหละ
 
       ภิกษุทั้งหลาย!  บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ 

       ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บุคคลบางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย...

       ภิกษุทั้งหลาย !  พรานแกะหรือคนฆ่าแกะบางคนอาจฆ่า มัด ย่างหรือทำตามประสงค์ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้ บางคนไม่อาจทำอย่างนั้น 

       พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไร จึงอาจฆ่า มัด ย่าง หรือทำตามประสงค์ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้? 

       บางคนเป็นคนยากจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ อาจฆ่า ฯลฯ ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้

       พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไร ไม่อาจทำอย่างนั้น ? 

       บางคนเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นพระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ไม่อาจทำอย่างนั้น มีแต่ว่าคนอื่นจะประณมมือขอกะเขาว่าท่านผู้นิรทุกข์ ท่านโปรดให้แกะหรือทรัพย์ค่าซื้อแกะแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน

       ภิกษุทั้งหลาย!  บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นนำเขาไปนรกได้

       ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย...

       ภิกษุทั้งหลาย !  ใครกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้นๆ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ 

       ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : ทำไมคนที่ทำบาปกรรมอย่างเดียวกัน แต่รับวิบากกรรมต่างกัน  /  หัวข้อเลขที่ : 28  /  -บาลี ติก. อํ. 20/320/540.  /  หน้าที่ : 105 , 106 , 107 , 108 , 109 , 110  

- END -



บุรพกรรมของการได้ลักษณะมหาบุรุษ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง บุรพกรรมของการได้ลักษณะมหาบุรุษ 

      …ภิกษุทั้งหลาย!  พวกฤาษีภายนอก จำมนต์ มหาปุริสลักขณะ ได้ก็จริง แต่หารู้ไม่ว่า การที่มหาบุรุษได้ลักขณะอันนี้ๆ เพราะทำ กรรมเช่นนี้ๆ :

       ( ก ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพที่อยู่อาศัยก่อน ได้เป็นผู้บากบั่นในกุศล ถือมั่นในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต , ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฏิบัติมารดา บิดา การปฏิบัติสมณพราหมณ์ การอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล และในอธิกุศลธรรมอื่น

       เพราะได้กระทำ ได้สร้างสม ได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้นๆ ไว้ , ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ตถาคตนั้นถือเอายิ่งกว่าในเทพเหล่าอื่นโดย ฐานะ 10 คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ สัมผัสทิพย์ ;

       ครั้นจุติจากภพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีฝ่าเท้าเสมอ จดลงก็เสมอ ยกขึ้นก็เสมอ ฝ่าเท้าถูกต้องพื้นพร้อมกัน… ( ลักขณะที่ 1 ) ,

       ย่อมเป็น ผู้ไม่หวาดหวั่นต่อข้าศึกทั้งภายในและภายนอก คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ตาม สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ก็ตาม ในโลก ที่เป็นศัตรู

       ( ข ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … * * * ( 1 )  ได้เป็นผู้นำสุขมาให้แก่มหาชน เป็นผู้บรรเทาภัยคือ ความสะดุ้งหวาดเสียว จัดการคุ้มครองรักษาโดยธรรม ได้ถวายทานมีเครื่องบริวาร เพราะได้กระทำ … กรรมนั้นๆไว้ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       ภายใต้ฝ่าเท้ามีจักรทั้งหลายเกิดขึ้น มีซี่ตั้งพัน พร้อมด้วยกงและดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง มีระยะอันจัดไว้ด้วยดี … ( ลักขณะที่ 2 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีบริวารมาก : ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมเป็นบริวารของตถาคต

       ( ค ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต วางแล้วซึ่งศาสตราและอาชญา มีความละอาย เอ็นดู กรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่
ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะทั้ง 3 ข้อนี้คือ

       มีส้นยาว มีข้อนิ้วยาว มีกายตรงดุจกายพรหม … ( ลักขณะที่ 3 , 4, 15 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีชนมายุยืนยาวตลอดกาลนาน ; สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ก็ตาม หรือใครๆ ที่เป็นศัตรู ไม่สามารถปลงชีวิตตถาคตเสียในระหว่างได้

       ( ฆ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ให้ทานของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม มีรสอันประณีต เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีเนื้อนูนหนาในที่ 7 แห่ง คือ ที่มือทั้งสอง ที่เท้าทั้งสอง ที่บ่าทั้งสอง และที่คอ … ( ลักขณะที่ 16 ) ,

       ย่อมได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่มอันมีรสประณีต

       ( ง ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้สงเคราะห์ผู้อื่นด้วย สังคหวัตถุทั้ง 4 คือ การให้สิ่งของ วาจาที่ไพเราะ การประพฤติประโยชน์ผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่
ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีมือและเท้าอ่อนนุ่ม , มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย … ( ลักขณะที่ 5 , 6 ) ,

       ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมได้รับความสงเคราะห์จากตถาคต

       ( จ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาให้แก่ชนทั้งหลาย ตนเองก็เป็นผู้บูชาธรรม เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีข้อเท้าอยู่สูง, มีปลายขนช้อนขึ้น … ( ลักขณะที่ 7 , 14 ) ,

       ย่อมเป็นผู้เลิศประเสริฐเยี่ยมสูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย

       ( ฉ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้บอกศิลปะ วิทยา ข้อประพฤติ และลัทธิกรรม ด้วยความเคารพ ด้วยหวังว่าสัตว์เหล่านั้นพึงรู้ได้รวดเร็ว พึงปฏิบัติได้รวดเร็ว ไม่พึงเศร้าหมองสิ้นกาลนาน เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีแข้งดังแข้งเนื้อทราย ( ลักขณะที่ 8 ) ,

       ย่อมได้วัตถุอันควรแก่สมณะ เป็นองค์แห่งสมณะ เป็นเครื่องอุปโภคแก่สมณะ โดยเร็ว

       ( ช ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้เข้าไปหาสมณพราหมณ์ แล้วสอบถามว่า ‘ท่านผู้เจริญ ! อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ ทำ อะไรไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ไปนาน ทำอะไรมีประโยชน์ เป็นสุขไปนาน’ เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็น
มนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีผิวละเอียดอ่อน ธุลีไม่ติดอยู่ได้ … ( ลักขณะที่ 12 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาเครื่องปลื้มใจ ปัญญาแล่น ปัญญาแหลม ปัญญาแทงตลอด , ไม่มีสัตว์อื่นเสมอ หรือยิ่งไปกว่า

       ( ซ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้น แม้ชนเป็นอันมาก ว่ากล่าวเอา ก็ไม่เอาใจใส่ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่คุมแค้น ไม่แสดงความโกรธ ความร้ายกาจ ความเสียใจให้ปรากฏ ทั้งเป็นผู้ให้ทานผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและนุ่งห่ม อันมีเนื้อละเอียดอ่อน เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีกายดุจทอง มีผิวดุจทอง … ( ลักขณะที่ 11 ) ,

       ย่อมเป็นผู้ได้ผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและห่ม มีเนื้อละเอียดอ่อน

       ( ฌ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้สมานญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผู้เหินห่างแยกกันไปนาน , ได้สมานไมตรีมารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่น้องชายกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย , ครั้นทำ ความสามัคคีแล้ว พลอยชื่นชมยินดีด้วย เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีคุยหฐาน ( อวัยวะที่ลับ ) ซ่อนอยู่ในฝัก … ( ลักขณะที่ 10 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีบุตร ( สาวก ) มาก มีบุตรกล้าหาญ มีแววแห่งคนกล้า อันเสนาแห่งบุคคลอื่นจะย่ำยีมิได้หลายพัน 
 
       ( ญ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชน รู้ได้สม่ำ เสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา และบุรุษพิเศษว่าผู้นี้ควรแก่สิ่งนี้ๆ , ได้เป็นผู้ทำประโยชน์อย่างวิเศษในชนชั้นนั้นๆ  เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีทรวดทรงดุจต้นไทร , ยืนตรงไม่ย่อกาย ลูบถึงเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง … ( ลักขณะที่ 19 , 9 ) ,

       ย่อมมั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ทรัพย์ของตถาคตเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือการศึกษา ( สุตะ ) ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา

       ( ฎ ) ภิกษุทั้งหลาย!   เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ใคร่ต่อความเกื้อกูล ใคร่ต่อความผาสุข ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะแก่ชนเป็นอันมาก ว่า ‘ไฉนชนเหล่านี้พึงเป็นผู้เจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยการศึกษา ด้วยความรู้ ด้วยการเผื่อแผ่ ด้วยธรรม ด้วยปัญญา ด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก ด้วยนาและสวน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า ด้วยบุตรภรรยา ด้วยทาสกรรมกร และบุรุษ ด้วยญาติมิตรและพวกพ้อง’ เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ 3 ข้อนี้คือ

       มีกึ่งกายเบื้องหน้าดุจสีหะ , มีหลังเต็ม , มีคอกลม … ( ลักขณะที่ 17 , 18 , 20 ) ,

       ย่อมเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือไม่เสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา , ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง

       ( ฏ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือก็ตาม ก้อนดินก็ตาม ท่อนไม้ก็ตาม ศาสตราก็ตาม เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบน เกิดแล้วที่คอ รับรสโดยสม่ำเสมอ … ( ลักขณะที่ 21 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีความร้อนแห่งกายเป็นวิบากอันสม่ำเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกินพอควรแก่ความเพียร

       ( ฐ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง , เป็นผู้แช่มชื่นมองดูตรงๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีตาเขียวสนิท ; มีตาดุจตาโค … ( ลักขณะที่ 29 , 30 ) ,

       ย่อมเป็นที่ต้องตาของชนหมู่มาก เป็นที่รักใคร่พอใจของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์

       ( ฑ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นหัวหน้าของชนเป็นอันมาก ในกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เป็นประธานของชนเป็นอันมาก ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต , ในการจำแนกทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การประพฤติเกื้อกูลในมารดาบิดา สมณ พราหมณ์ , การนอบน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล ในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีศีรษะรับกับกรอบหน้า … ( ลักขณะที่ 32 ) ,

       ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนประพฤติตาม คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ประพฤติตาม

       ( ฒ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน…ได้เป็นผู้ละเว้นจากมุสาวาท พูดคำจริง หลั่งคำสัจจ์ เที่ยงแท้ ซื่อตรง ไม่หลอกลวงโลก เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีขนขุมละเส้น , มีอุณาโลมหว่างคิ้วขาวอ่อนดุจสำลี , … (ลักขณะที่ 13 , 31 ) ,

       ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนเป็นไปใกล้ชิด คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ใกล้ชิด

       ( ณ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ละเว้นวาจาส่อเสียด ( คือคำยุให้แตกกัน ) , คือไม่ฟังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายชนพวกนี้ , ไม่ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายชนพวกโน้น , เป็นผู้สมานพวกแตกกันแล้ว และส่งเสริมพวกที่พร้อมเพรียงกัน ; เป็นผู้ยินดีในการพร้อมเพรียง เพลินในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้เกิดความพร้อมเพรียง เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 อย่างนี้คือ

       มีฟันครบ 40 ซี่ มีฟันสนิท ไม่ห่างกัน … ( ลักขณะที่ 23 , 25 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีบริษัทไม่กระจัดกระจาย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เป็นบริษัทไม่กระจัดกระจาย.

       ( ด ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ละเว้นการกล่าวคำหยาบ, กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เป็นสุขแก่หู เป็นที่ตั้งแห่งความรักซึมซาบถึงใจ เป็นคำพูดของชาวเมือง เป็นที่พอใจและชอบใจของชนเป็นอันมาก. เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีลิ้นอันเพียงพอ , มีเสียงเหมือนพรหม พูดเหมือนนกการวิก … ( ลักขณะที่ 27 , 28 ) ,

       ย่อมเป็นผู้มีวาจาที่ผู้อื่นเอื้อเฟื้อเชื่อฟัง คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เอื้อเฟื้อเชื่อฟัง

       ( ต ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ละเว้นการพูดเพ้อเจ้อ , เป็นผู้กล่าวควรแก่เวลา กล่าวคำจริง กล่าวเป็นธรรม กล่าวมีอรรถ กล่าวเป็นวินัย กล่าวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว ย่อมได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ

       มีคางดุจคางราชสีห์ … ( ลักขณะที่ 22 ) , 

       ย่อมเป็นผู้ที่ศัตรูทั้งภายในและภายนอกกำจัดไม่ได้ : ศัตรูคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก กำจัดไม่ได้

       ( ถ ) ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน … ได้เป็นผู้ละมิจฉาชีพ มีการเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม ด้วยเครื่องตวงเครื่องวัด จากการโกงการลวง เว้นจากการตัด การฆ่า การผูกมัด การร่วมทำร้าย การปล้น การกรรโชก เพราะ … กรรมนั้นๆ … ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ 2 ข้อนี้คือ

       มีฟันอันเรียบเสมอ , มีเขี้ยวขาวงาม … ( ลักขณะที่ 24 , 26 ) , ย่อมเป็นผู้มีบริวารเป็นคนสะอาด คือ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เป็นบริวารอันสะอาด 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

* * * ( 1 ) ที่ละไว้ด้วยจุด ... ดังนี้ ทุกแห่งหมายความว่า คำที่ละไว้นั้นซ้ำกัน เหมือนในข้อ ( ก ) ข้างบน เติมเอาเองก็ได้แม้ไม่เติมก็ได้ความเท่ากัน 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : บุรพกรรมของการได้ลักษณะ “มหาบุรุษ”  /  หัวข้อเลขที่ : 27  /  -บาลี ปา. ที. 11/159-193/130 , 171.  /  หน้าที่ : 93 , 94 , 95 , 96 , 97 , 98 , 99 , 100 , 101 , 102 , 103 , 104

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : บุรพกรรมของการได้ลักษณะมหาบุรุษ  /  หัวข้อเลขที่ : 159  /  -บาลี ปา. ที. 11/159-193/130-171.  /  หน้าที่ : 392 , 393 , 394 , 395 , 396 , 397 , 398 , 399 , 400 , 401 , 402

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ภพภูมิ  /  หัวข้อใหญ่ : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อย : บุรพกรรมของการได้ลักษณะมหาบุรุษ  /  หัวข้อเลขที่ : 145  /  -บาลี ปา. ที. 11/159-193/130-171.  /  หน้าที่ : 492 , 493 , 494 , 495 , 496 , 497 , 498 , 499 , 500 
 
- END -


   





เหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน

      สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า

       “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !  อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและ ความประณีต คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา

       ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !  อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏ ความเลวและความประณีต”

       พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

       มาณพ !  สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้เลวและประณีตได้

       “ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อมิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ได้ ขอพระโคดมผู้เจริญ !  ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความแห่งอุเทศนี้โดยพิสดารด้วยเถิด”

       มาณพ !  ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป

       สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า “ชอบแล้ว พระเจ้าข้า!”

       พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุสั้นนี้คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศัสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศัสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก 

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคมากนี้ คือ เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย 

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ
ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลื่อมใส

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้น่าเลื่อมใสนี้ คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย ความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีศักดาน้อย
 
       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีศักดาน้อยนี้ คือ มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้ พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดามาก
 
       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีศักดามากนี้ คือ มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้ให้ ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีโภคะน้อย
 
       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก 

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนกระด้างเย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในสกุลต่ำนี้ คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะ แก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในสกุลสูงนี้ คือ เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาทรามนี้ คือ ไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่าอะไร เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

       มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า
อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก 

       มาณพ !  ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

       มาณพ !  ด้วยประการฉะนี้แล ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุยืน ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุยืน

       ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความมีโรคมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสความเป็นคนมีผิวพรรณทราม

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ 

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม 

       ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก

       มาณพ !  สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต

       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ สุภมาณพ โตเทยยบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

       “แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า!  แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า! พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีตาดีจักเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ  ขอพระโคดมผู้เจริญ!  จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง แก้กรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ผลของกรรม แบ่งโดยผลที่ได้รับ  /  หัวข้อย่อย : เหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน  /  หัวข้อเลขที่ : 26  /  -บาลี อุปริ. ม. 14/376/579.  /  หน้าที่ : 79 , 80 , 81 , 82 , 83 , 84 , 85 , 86 , 87 , 88 , 89 , 90 , 91 , 92

- END -