Showing posts with label หมวด-2-ฆราวาสชั้นเลิศ. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ฆราวาสชั้นเลิศ. Show all posts

Tuesday, April 13, 2021

ทางแห่งความสิ้นทุกข์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทางแห่งความสิ้นทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ( ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ) เป็นอย่างไร ? 

       นี้คือ มรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐ คือ 

       สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ

       สัมมาวาจา

       สัมมากัมมันตะ

       สัมมาอาชีวะ

       สัมมาวายามะ

       สัมมาสติสัมมาสมาธิ 

       ก็สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร ?

       ความรู้ในทุกข์ ความรู้ใน ทุกขสมุทัย ความรู้ใน ทุกขนิโรธ ความรู้ใน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

       สัมมาสังกัปปะ เป็นอย่างไร ?

       ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน

       สัมมาวาจา เป็นอย่างไร ?

       การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ( พูดให้คนแตกแยกกัน ) งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

       สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างไร ?

       การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

       สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไร ?

       อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ

       สัมมาวายามะ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้

       เพื่อมิให้ อกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด บังเกิดขึ้น 

       เพื่อ ละ อกุศลธรรม เป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว

       เพื่อ ให้ กุศลธรรม ที่ยังไม่เกิด บังเกิดขึ้น

       เพื่อ ความตั้งอยู่ ไม่เลือนหาย ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญเต็มเปี่ยมยิ่งแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว

       สัมมาสติ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น กายในกาย อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนา อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และ โทมนัส ในโลกออกเสียได้

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น จิตในจิต อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และ โทมนัส ในโลกออกเสียได้

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น ธรรมในธรรม อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และ โทมนัส ในโลกออกเสียได้

       สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจาก กาม ทั้งหลาย สงัดแล้วจาก อกุศลธรรม ทั้งหลาย เข้าถึง ฌานที่หนึ่ง อันมี วิตกวิจาร มี ปีติและสุข อันเกิดแต่ วิเวก แล้วแลอยู่

       เพราะ วิตกวิจาร รำงับลง เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มี วิตกไม่มีวิจาร มีแต่ ปีติ และ สุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่

       เพราะ ปีติ จางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุข ด้วยกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่าเป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีความเป็นอยู่เป็น ปกติสุข แล้วแลอยู่

       เพราะ ละสุขและทุกข์ เสียได้ และความดับหายแห่ง โสมนัส และ โทมนัส ในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะ อุเบกขา แล้วแลอยู

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เหล่านี้แลเราเรียกว่า อริยสัจ คือ หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ทางแห่งความสิ้นทุกข์  /  หัวข้อเลขที่ : 41  /  -บาลี มหา. ที. 10/343/299.  /  หน้าที่ : 145 , 146 , 147 , 148 , 149  

- END -

ที่รักที่เจริญใจในโลก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ที่รักที่เจริญใจในโลก 

       ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจ ในโลก

       ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้ง อยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่

       ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่

       รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ ( วิญญาณ ) ทางตา สิ่งที่ทำ หน้าที่รู้ทางหู ...ทางจมูก ...ทางลิ้น ...ทางกาย ...ทางใจ

       ผัสสะทางตา ผัสสะทางหู ผัสสะทางจมูก ผัสสะทางลิ้น ผัสสะทางกาย ผัสสะทางใจ

       เวทนาจากผัสสะทางตา เวทนาจากผัสสะทางหู ...ทางจมูก ...ทางลิ้น ...ทางกาย ...ทางใจ

       การหมายรู้ ( สัญญา ) เกี่ยวกับรูป การหมายรู้เกี่ยวกับเสียง ...กลิ่น ...รส ...กายสัมผัส ...ธรรมารมณ์

       เจตนาในการหมายรู้ ( สัญเจตนา ) เกี่ยวกับรูป ...เกี่ยวกับเสียง ...กลิ่น ...รส ...กายสัมผัส ...ธรรมารมณ์

       การตรึก ( วิตก ) ที่เป็นไปทางรูป การตรึกที่เป็นไป ทางเสียง ...กลิ่น ...รส ...กายสัมผัส ...ธรรมารมณ์ 

       การตรอง ( วิจาร ) ที่เป็นไปทางรูป การตรองที่เป็นไปทางเสียง ...กลิ่น ...รส ...กายสัมผัส ...ธรรมารมณ์

       ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่น ตัณหาในรส ตัณหาในกายสัมผัส ตัณหาในธรรมารมณ์

       ( แต่ละอย่างๆ เหล่านี้ )

       เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก

       ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้

       เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่

       ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ 

       เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ที่รักที่เจริญใจในโลก  /  หัวข้อเลขที่ : 40  /  -บาลี มหา. ที. 10/338-342/297-298.  /  หน้าที่ : 143 , 144  

- END -




กัลยณมิตร คือ อริยมรรค

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง กัลยณมิตร คือ อริยมรรค

       อานนท์!  ภิกษุผู้ชื่อว่า มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 โดยอาการอย่างไรเล่า ?

       อานนท์!  ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง

       สัมมาทิฏฐิ

       สัมมาสังกัปปะ

       สัมมาวาจา

       สัมมากัมมันตะ

       สัมมาอาชีวะ

       สัมมาวายามะ

       สัมมาสติ

       สัมมาสมาธิ 

       ชนิดที่ วิเวก อาศัยแล้ว ชนิดที่ วิราคะ อาศัยแล้ว ชนิดที่ นิโรธ อาศัยแล้ว ชนิดที่น้อมไปรอบเพื่อการสลัดคืน

       อานนท์!  อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญ ทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 

       อานนท์!  ข้อนั้นเธอพึงทราบโดยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดังนี้

       อานนท์!  จริงทีเทียว สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ได้อาศัยกัลยาณมิตรของเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นหมดจากชาติ

       ผู้มีความแก่ชรา ความเจ็บป่วย ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ เป็นธรรมดา

       ครั้นได้อาศัยกัลยาณมิตรของเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นหมดจากชาติ ความแก่ชรา ความเจ็บป่วย ความตาย ความโศก ความคร่ำ ครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ

        อานนท์!  ข้อนั้น เธอพึงทราบโดยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่ ความเป็นผู้ มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดังนี้  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : กัลยณมิตร คือ อริยมรรค  /  หัวข้อเลขที่ : 36  /  -บาลี สคา. สํ. 15/127/383.  /  หน้าที่ : 134 , 135

- END -




ทาน ที่จัดว่าเป็น มหาทาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทาน ที่จัดว่าเป็น มหาทาน 

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวก ในกรณีนี้ละ ปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต 

       ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวก เว้นขาดจาก ปาณาติบาตแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ ;

       ครั้นให้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เป็น ( อภัย ) ทานชั้นปฐม เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณไม่ถูกทอดทิ้งเลย

       ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ

       ( ในกรณีศีล 5 อีก 4 ข้อที่เหลือ คือ การเว้นขาดจาก อทินนาทาน การเว้นขาดจาก กาเมสุมิฉาจาร การเว้นขาดจาก มุสาวาท และ การเว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเปนที่ตั้งแห่งความประมาท ก็ได้ตรัสโดยมีนัยอย่างเดียวกัน )

       ภิกษุทั้งหลาย!  ทาน 5 ประการ นี้แล เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ทาน ที่จัดว่าเป็น มหาทาน  /  หัวข้อเลขที่ : 33  /  -บาลี อฏฺฐก. อํ. 23/250/129.  /  หน้าที่ : 130 , 131  

- END -


ผลแห่งทาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผลแห่งทาน

       คหบดี!  บุคคลให้ทานอันเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานนั้นโดยไม่เคารพ ไม่ทำความนอบน้อมให้ ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่เหลือ ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรม ให้ทาน

       ทานนั้นๆ บังเกิดผลในตระกูลใดๆ ในตระกูลนั้นๆ 

       จิตของผู้ให้ทานย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี

       ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคผ้าอย่างดี

       ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคยานอย่างดี

       ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ 5 อย่างดี

       แม้บริวารชนของผู้ให้ทานนั้นคือ บุตร ภรรยา ทาส คนใช้ คนทำงาน ก็ไม่เชื่อฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ส่งจิตไปที่อื่นเสีย 

       ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ทั้งนี้เป็นเพราะผลแห่งกรรมที่ตนกระทำโดยไม่เคารพ

       คหบดี!  บุคคลให้ทานอันเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่ไม่เหลือ เชื่อกรรมและผลของกรรม ให้ทาน

       ทานนั้นๆ บังเกิดผลในตระกูลใดๆ ในตระกูลนั้นๆ

       จิตของผู้ให้ทานย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี

       ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคผ้าอย่างดี

       ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคยานอย่างดี

       ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ 5 อย่างดี

       แม้บริวารชนของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตร ภรรยา ทาส คนใช้ คนทำงาน ก็เชื่อฟังดีเงี่ยหูฟัง ไม่ส่งจิตไปที่อื่น 

       ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ทั้งนี้เป็นเพราะผลของกรรมที่ตนกระทำโดยเคารพ 

       คหบดี!  เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชื่อเวลามะ พราหมณ์ผู้นั้นได้ให้ทานเป็นมหาทานอย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองเต็มด้วยรูปิยะ 84,000 ถาด ถาดรูปิยะเต็มด้วยทอง 84,000 ถาด ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน 84,000 ถาด ให้ช้าง 84,000 เชือก มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทองคลุมด้วยข่ายทอง ให้รถ 84,000 คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง ผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทอง ให้แม่โคนม 84,000 ตัว มีน้ำนมไหลสะดวก ใช้ภาชนะเงินรองน้ำนม ให้หญิงสาว 84,000 คน ประดับด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ 84,000 ที่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเครื่องลาดเพดาน มีหมอนข้างแดงทั้งสอง ให้ผ้า 84,000 โกฏิ เป็นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้าฝ้าย เนื้อละเอียด จะป่วยการกล่าวไปไยถึงข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของบริโภค เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่ให้ดุจไหลไปเหมือนแม่น้ำ 

       คหบดี!  ท่านพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า สมัยนั้น ผู้อื่นเป็นเวลามพราหมณ์ผู้ที่ให้ทานเป็นมหาทานนั้น

       คหบดี!  แต่ท่านไม่ควรเห็นอย่างนี้ สมัยนั้น เราเป็นเวลามพราหมณ์ เราได้ให้ทานนั้นเป็นมหาทาน ก็ในทานนั้น ไม่มีใครเป็นทักขิเณยยบุคคล ใครๆ ไม่ชำระทักขิณานั้นให้หมดจด

       คหบดี!  ทานที่บุคคลถวายให้ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ( โสดาบัน ) ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่เวลาม พราหมณ์ให้แล้ว

       ทานที่บุคคลถวายให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอนาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระสกทาคามี 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระอนาคามี 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ 100 รูปบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 รูปบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระ
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค

       การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง 4 มีผลมากกว่าทาน ที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค

       การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ อันมาจากทิศทั้ง 4

       การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ... จากการดื่มน้ำ เมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ

       การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่า การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ...

       และการที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่า การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

          มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ 

       นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ 

       แปดอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ 
 
       ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา 


- บาลี อฎฐก. อํ. 23/159/96. 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ผลแห่งทาน  /  หัวข้อเลขที่ : 32  /  -บาลี นวก. อํ. 23/405/224.  /  หน้าที่ : 124 , 125 , 126 , 127 , 128 , 129  

- END -

Monday, April 12, 2021

ห้ามผู้อื่นให้ทาน ชื่อว่าไม่ใช่มิตร

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ห้ามผู้อื่นให้ทาน ชื่อว่าไม่ใช่มิตร

       วัจฉะ !  ผู้ใดห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าเป็น อมิตร ผู้ทำอันตรายสิ่ง 3 สิ่ง คือ 

       ทำอันตรายต่อ บุญ ของทายก ( ผู้ให้ทาน ) 

       ทำอันตรายต่อ ลาภ ของ ปฏิคาหก ( ผู้รับทาน ) 

       และตัวเองก็ขุดรากตัวเองกำจัดตัวเองเสียตั้งแต่แรกแล้ว 

       วัจฉะ!  ผู้ที่ห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ชื่อว่าเป็นอมิตร ผู้ทำอันตรายสิ่ง 3 สิ่ง ดังนี้แล 

       วัจฉะ !  เราเองย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า “ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อ หรือน้ำล้างชามก็ตาม ลงในหลุมน้ำครำหรือทางน้ำโสโครก ซึ่งมีสัตว์มีชีวิตเกิดอยู่ในนั้นด้วยคิดว่า สัตว์ในนั้นจะได้อาศัยเลี้ยงชีวิต ดังนี้แล้ว เราก็ยังกล่าวว่า นั่นเป็นทางมาแห่งบุญ เพราะการทำแม้เช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ด้วยกัน” ดังนี้ 

       อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวว่าทานที่ให้แก่ผู้มีศีล เป็นทานมีผลมาก  ทานที่ให้แก่ผู้ทุศีล หาเป็นอย่างนั้นไม่

       และผู้มีศีลนั้นเป็นผู้ละเสียซึ่งองค์ 5 และประกอบอยู่ด้วยองค์ 5 

       ละองค์ 5 คือ

       ละกามฉันทะ

       ละพยาบาท

       ละ ถีนมิทธะ ( หดหู่ซึมเซา )

       ละ อุทธัจจกุกกุจจะ ( ฟุ้งซ่านรำคาญ ) 

       ละวิจิกิจฉา ( ลังเลสงสัย ) 

       ประกอบด้วยองค์ 5 คือ 

       ( 1 ) ประกอบด้วยกอง ศีล ชั้น อเสขะ

       ( 2 ) ประกอบด้วยกอง สมาธิ ชั้น อเสขะ 

       ( 3 ) ประกอบด้วยกอง ปัญญา ชั้น อเสขะ

       ( 4 ) ประกอบด้วยกอง วิมุตติ ชั้น อเสขะ

       ( 5 ) ประกอบด้วยกอง วิมุตติญาณทัสสนะ ชั้น อเสขะ

       เรากล่าวว่าทานที่ให้ในบุคคลผู้ละองค์ 5  และประกอบด้วยองค์ 5  ด้วยอาการอย่างนี้ มีผลมาก ดังนี้ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

      “ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด

       ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม

       ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ 

       ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ

       บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด” 


-บาลี มหา. ที. 10/161/129.  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ห้ามผู้อื่นให้ทาน ชื่อว่าไม่ใช่มิตร  /  หัวข้อเลขที่ : 31  /  -บาลี ติก. อํ. 20/205/497.  /  หน้าที่ : 120 , 121 , 122 

- END - 
   

สังฆทานดีกว่า!

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สังฆทานดีกว่า! 

      “ขาแต พระองค์ผู้เจริญ!  ทานประจำสกุลวงศ ข์าพระองค์ยังให้อยู่ แต่ว่าทานนั้นข้าพระองค์ให้เฉพาะหมู่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้ปฏิบัติอรหัตตมรรค ที่อยู่ป่า ที่ถือบิณฑบาต ที่ถือผ้าบังสุกุล เป็นวัตร”

       คหบดี!  ข้อที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ หรือปฏิบัติอรหัตตมรรคนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากสำหรับท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ผู้ยังมีการนอนเบียดบุตร บริโภคใช้สอยกระแจะจันทน์และผ้าจากเมืองกาสี ทัดทรงมาลาและเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา ยินดีอยู่ด้วยทองและเงิน 

       คหบดี!  ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้นๆ 

       คหบดี!  ถึงแม้ภิกษุจะเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิมี เอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใครๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้นๆ

       คหบดี!  ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี

       ถ้าเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว

       ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้นๆ

       คหบดี!  ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี

       ถ้าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย

       ด้วยอาการอย่างนี้  ภิกษุนั้นอันใครๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้นๆ

       เอาละ คหบดี!  ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด

       เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  จำเดิมแตวันนี้ไป ข้าพระองค์จะถวายทานในสงฆ์ ”  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

          ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด 

       เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่ 

       จิตจักเลื่อมใส

       ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว
 
       ภายหลังแต่การตายเพราะการทําลายแห่งกาย 

       จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

 
-บาลี ฉกฺก. อํ. 22/438/330. 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : สังฆทานดีกว่า!  /  หัวข้อเลขที่ : 30  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/436-438/330.  /  หน้าที่ : 116 , 117 , 118 , 119  

- END -




การบวชที่ไร้ประโยชน์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การบวชที่ไร้ประโยชน์ 

      ภิกษุทั้งหลาย!  อาชีพต่ำที่สุด ในบรรดาอาชีพทั้งหลาย คือการขอทาน 

       ภิกษุทั้งหลาย!  คำสาปแช่งอย่างยิ่งในโลกนี้ คือคำสาปแช่งว่า “แกถือกระเบื้องในมือเที่ยวขอทานเถอะ” ดังนี้ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  กุลบุตรทั้งหลาย เข้าถึงอาชีพนี้ เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์ ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ ไม่ใช่เป็นคนขอให้โจรปล่อยตัวไปบวช ไม่ใช่เป็นคนหนีหนี้ ไม่ใช่เป็นคนหนีภัย ไม่ใช่เป็นคนไร้อาชีพ จึงบวช

       อีกอย่างหนึ่ง กุลบุตรนี้บวชแล้ว โดยที่คิดเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ถูกหยั่งเอาแล้ว โดยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลาย เป็นผู้อันความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏแก่เรา ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  แต่ว่ากุลบุตรผู้บวชแล้วอย่างนี้ กลับเป็นผู้มากไปด้วย อภิชฌา มีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว มีจิตหมุนไปผิดแล้ว มีอินทรีย์อันตนไม่สำรวมแล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือน ดุ้นฟืนจากเชิงตะกอนที่เผาศพ ยังมีไฟติดอยู่ทั้งสอง ตรงกลางก็เปื้อนอุจจาระ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในบ้านเรือนก็ไม่ได้ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในป่าก็ไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาเช่นนั้น คือ เป็นผู้เสื่อมจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ด้วย ไม่ทำประโยชน์แห่งสมณะให้บริบูรณ์ ด้วย  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : การบวชที่ไร้ประโยชน์  /  หัวข้อเลขที่ : 29  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/113/167.  /  หน้าที่ : 114 , 115  

- END -


วินิจฉัยกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วินิจฉัยกรรม 

เมื่อจะกระทำ

       ราหุล!  เธอใคร่จะทำกรรมใดด้วยกาย พึงพิจารณากรรมนั้นเสียก่อนว่า

        “กายกรรม ที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้
 
       ราหุล !  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้ เธอไม่พึงกระทำ กายกรรม ชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว 

       ราหุล !  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

       “กายกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก” ดังนี้ไซร้ 

       ราหุล!  เธอพึงกระทำ กายกรรม ชนิดนั้น 


เมื่อกระทำอยู่

       ราหุล!  เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยกายอยู่ พึงพิจารณากรรมนั้นว่า

       “กายกรรม ที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็น อกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้

       ราหุล!  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้ เธอพึงเลิกละกายกรรมชนิดนั้นเสีย

       ราหุล !  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

       “กายกรรม ที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก” ดังนี้ไซร้

       ราหุล!  เธอพึงเร่งเพิ่มการกระทำ กายกรรม ชนิดนั้น


เมื่อกระทำแล้ว

       ราหุล!  เมื่อเธอกระทำกรรมใดด้วยกายแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้นว่า 

       “กายกรรม ที่เรากระทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็น อกุศล มีทุกข์เป็นกำ ไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ?” ดังนี้ 

       ราหุล !  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ไซร้ เธอพึงแสดง พึงเปิดเผย พึงกระทำให้เป็นของหงาย ซึ่ง กายกรรม นั้น ในพระศาสนาหรือในเพื่อน สพรหมจารี ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย

       ครั้นแสดง ครั้นเปิดเผย ครั้นกระทำให้เป็นของหงายแล้ว พึงถึงซึ่งความระวังสังวรต่อไป

       ราหุล !  ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า

       “กายกรรม ที่เรากระทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็น กายกรรม ที่เป็น กุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก” ดังนี้ ไซร้.

       ราหุล!  เธอพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด

       ( ในกรณีแห่ง วจีกรรม และ มโนกรรม ก็ตรัสไว้โดยมี นัยอย่างเดียวกัน ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วินิจฉัยกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 28  /  -บาลี ม. ม. 13/128/130.  /  หน้าที่ : 110 , 111 , 112 , 113  

- END -


วิธีดับกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วิธีดับกรรม 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ...อริยมรรคมีองค์ 8 นี้นั่นเอง เป็น กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา ( ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม ) ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ 

       สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นชอบ )

       สัมมาสังกัปปะ ( ความดำริชอบ ) 

       สัมมาวาจา ( การพูดจาชอบ ) 

       สัมมากัมมันตะ ( การทำการงานชอบ ) 

       สัมมาอาชีวะ ( การเลี้ยงชีวิตชอบ ) 

       สัมมาวายามะ ( ความพากเพียรชอบ ) 

       สัมมาสติ ( ความระลึกชอบ ) 

       สัมมาสมาธิ ( ความตั้งใจมั่นชอบ )  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

(รายละเอียดเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์แปด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ หน้า ๑๔๕) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วิธีดับกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 25  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/465/334.  /  หน้าที่ : 103  

- END - 


กรรมที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง กรรมที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม 

      ภิกษุทั้งหลาย!  กรรม 4 อย่างเหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน  กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมดำ มีวิบากดำ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลบางคนในกรณีนี้

       ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร ( ทั้ง 3 ) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ผัสสะทั้งหลายอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขา ผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว ดังเช่นพวกสัตว์นรก

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมขาว มีวิบากขาว เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       ครั้นเขาปรุงแต่ง สังขาร ( ทั้ง 3 ) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ผัสสะทั้งหลายที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

       เขาอันผัสสะที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อันเป็นสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นพวกเทพสุภกิณหา

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า กรรมขาว มีวิบากขาว 

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นอย่างไรเล่า ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลบางคนในกรณีนี้

       ย่อมปรุงแต่ง กายสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง

       ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง

       ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง

       ครั้นเขาปรุงแต่ง สังขาร (ทั้ง 3 ) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง  ผัสสะทั้งหลายที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง
ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง

       เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง อันเป็นเวทนาที่เป็นสุขและทุกข์เจือกัน ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำ ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำ ทั้งขาว

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า กรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีวิบากไม่ดำ ไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

       ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านี้แล กรรม 4 อย่างที่เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้รู้ทั่วกัน  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : กรรมที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 24  /  -บาลี ติก. อํ. -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/320-321/237.  /  หน้าที่ : 99 , 100 , 101 , 102 

- END -



เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องควรทราบเกี่ยวกับกรรม ทั้ง 6 แง่มุม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เข้าใจเรื่องกรรม  เรื่องควรทราบเกี่ยวกับกรรม ทั้ง 6 แง่มุม 

      ภิกษุทั้งหลาย!  กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ

       นิทานสัมภวะ แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ 

       เวมัตตตา แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ 

       วิบาก แห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ 

       กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ 

       กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ ... 

       คำที่เรากล่าวแล้วดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
 
       ภิกษุทั้งหลาย!  นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  นิทานสัมภวะ ( เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม ) แห่งกรรมทั้งหลาย คือ ผัสสะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในนรกมีอยู่ กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในกำเนิดเดรัจฉานมีอยู่ กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเปรตวิสัยมีอยู่

       กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษยโลกมีอยู่ กรรมที่ทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเทวโลกมีอยู่

       ภิกษุทั้งหลาย !  นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตา ( ความมีประมาณต่างๆ ) แห่งกรรมทั้งหลาย 

       ภิกษุทั้งหลาย!  วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ว่ามีอยู่ 3 อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม ( คือทันควัน ) หรือว่า วิบากในอุปะปัชชะ ( คือในเวลาต่อมา ) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ ( คือในเวลาต่อมาอีก )

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย!  กัมมนิโรธ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความดับแห่งกรรมย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ

       อริยอัฏฐังคิกมรรค ( อริยมรรคมีองค์ 8 ) นี้นั่นเอง  เป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา ( ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม ) ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ 

       สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นชอบ ) 

       สัมมาสังกัปปะ ( ความดำริชอบ ) 

       สัมมาวาจา ( การพูดจาชอบ ) 

       สัมมากัมมันตะ ( การทำการงานชอบ ) 

       สัมมาอาชีวะ ( การเลี้ยงชีวิตชอบ )  

       สัมมาวายามะ ( ความพากเพียรชอบ ) 

       สัมมาสติ ( ความระลึกชอบ ) 

       สัมมาสมาธิ ( ความตั้งใจมั่นชอบ )

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อใด อริยสาวก ย่อมรู้ชัดซึ่งกรรม อย่างนี้ รู้ชัดซึ่ง นิทานสัมภวะ แห่งกรรม อย่างนี้ รู้ชัดซึ่ง เวมัตตตา แห่งกรรม อย่างนี้ รู้ชัดซึ่งวิบากแห่งกรรม อย่างนี้ รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธ อย่างนี้ รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้

       อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์นี้ว่าเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นที่ดับไม่เหลือแห่งกรรม

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า “กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ

       นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ

       เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ

       วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ 

       กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ

       กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ” 

       ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว ( รวมสิ่งที่บุคคลควรทราบเกี่ยวกับกรรมทั้ง 6 แง่มุม )  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       สิ่งใดมีความเกิด เป็นธรรมดา 


       สิ่งนั้นทั้งหมด 

       มีความดับไป เป็นธรรมดา 


-บาลี มหา. ที. 10/49/49. 

  * * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : เข้าใจเรื่องกรรม  เรื่องควรทราบเกี่ยวกับกรรม ทั้ง 6 แง่มุม  /  หัวข้อเลขที่ : 22  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/458 , 463-464/334.  /  หน้าที่ : 90 , 91 , 92 , 93 , 94 

- END -


มนุษย์ผี

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง มนุษย์ผี 

       คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย !  การอยู่ร่วม 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นอย่างไรเล่า ? คือ

       ( 1 ) ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี ( ฉโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ )

       ( 2 ) ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ( ฉโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ ) 

       ( 3 ) ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี ( เทโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ )

       ( 4 ) ชายเทวดา อยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ( เทโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ ) 

       คหบดี และ คหปตานี ทั้งหลาย!  ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร ? 

       สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       คหบดี และ คหปตานี ทั้งหลาย!  ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี อย่างนี้แล 

       คหบดี และ คหปตานี ทั้งหลาย!  ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร ?

       สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่าสัตว์… ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการดื่มน้ำ เมาคือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีศีล มีกัลยาณธรรม มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย!  ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา อย่างนี้แล

       คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย!  ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร ?

       สามีในโลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์… ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้มักฆ่าสัตว์… ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย !  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี อย่างนี้แล 

       คหบดี และ คหปตานี ทั้งหลาย!  ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร ? 

       สามีในโลกนี้เป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์… ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์… ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

       คหบดี และ คหปตานี ทั้งหลาย !  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา อย่างนี้แล

       คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย !  การอยู่ร่วม 4 ประการอย่างนี้แล

       ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าเป็นผีมาอยู่ร่วมกัน

       สามีเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ส่วนภรรยาเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยานั้นชื่อว่าหญิงเทวดาอยู่ร่วมกับชายผี

       สามีเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส่วนภรรยาเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าหญิงผีอยู่ร่วมกับชายเทวดา

       ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ครั้นประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : มนุษย์ผี  /  หัวข้อเลขที่ : 21  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/74/53.  /  หน้าที่ : 86 , 87 , 88 , 89  

- END -

ภรรยา 7 จำพวก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ภรรยา 7 จำพวก 

       คหบดี!  เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่าน จึงส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  นางสุชาดาคนนี้ ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเปนสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาค นางก็ไม่สักการะเคารพนับถือบูชา”

       ลำดับนั้น พระผูมีพระภาคตรัสเรียกนางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า

       “มานี่แน่ะ!  สุชาดา” 

       นางสุชาดา หญิงสะใภในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วเขาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู็มีพระภาคตรัสถามว่า 

       สุชาดา!  ภริยาของบุรุษ 7 จำพวกนี้ 7 จำพวกเป็นอย่างไรเล่า คือ 

       ( 1 ) ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต 

       ( 2 ) เสมอด้วยโจร 

       ( 3 ) เสมอด้วยนาย 

       ( 4 ) เสมอด้วยแม่ 

       ( 5 ) เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว 

       ( 6 ) เสมอด้วยเพื่อน 

       ( 7 ) เสมอด้วยทาสี 

       สุชาดา !  ภริยาของบุรุษ 7 จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน 7 จำพวกนั้น

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน โดยที่หม่อมฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด”

       สุชาดา!  ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว 

       ( 1 ) ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต

       ( 2 ) สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร

       ( 3 ) ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย 

       ( 4 ) ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วยมารดา

       ( 5 ) ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว น้องสาว 

       ( 6 ) ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา ภริยาเสมอด้วยเพื่อน 

       ( 7 ) ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา ภริยาเสมอด้วยทาสี 

       ภริยาที่เรียกว่า วธกาภริยา โจรีภริยา อัยยาภริยา ภริยาทั้ง 3 จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็นคนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

       ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ภคินีภริยา สขีภริยา ทาสีภริยา ภริยาทั้ง 4 จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ 

       สุชาดา !  ภริยาของบุรุษ 7 จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน 7 จำพวกนั้น

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ตั้งแตวันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหมอมฉันว่าเป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       รักษาตน ด้วยการเสพธรรมะ

       ด้วยการเจริญธรรมะ 

       ด้วยการทําให้มากซึ่งธรรมะ

       รักษาผู้อื่นด้วยการอดทน 

       ด้วยการไม่เบียดเบียน 

       ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู 


-บาลี มหา. สํ. 19/224/758.  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : ภรรยา 7 จำพวก  /  หัวข้อเลขที่ : 20  /  -บาลี สตฺตก. อํ. 23/92/60.  /  หน้าที่ : 80 , 81 , 82 , 83 , 84 , 85 

- END -

   


คู่บุพเพสันนิวาส

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง คู่บุพเพสันนิวาส

      ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าภรรยาและสามีทั้งสอง พึงหวังพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน และในสัมปรายภพ ทั้งสองเทียว พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน

       ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ

       ภรรยาและสามีทั้งสอง เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน

       ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุกทั้งสองฝ่าย

       มีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน

       ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

         อนึ่ง คนเราเมื่อมีการอยู่ร่วมกัน

       กับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม 

       ต้องมีสติกํากับอยู่ด้วยเสมอ

       แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน 

       มีปัญญาทําที่สุดทุกข์แห่งตน เถิด


-บาลี อฏฐก. อํ. 23/170/100. 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : คู่บุพเพสันนิวาส  /  หัวข้อเลขที่ : 19  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/81/56.  /  หน้าที่ : 78 , 79

- END - 

วาจาที่ไม่มีโทษ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วาจาที่ไม่มีโทษ 

      ภิกษุทั้งหลาย!  วาจาอันประกอบด้วยองค์ 5 ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน 

       องค์ 5 ประการ อย่างไรเล่า ? 5 ประการ คือ 

       ( 1 ) กล่าวแล้วควรแก่เวลา ( กาเลน ภาสิตา โหติ )

       ( 2 ) กล่าวแล้วตามสัจจ์จริง ( สจฺจ ภาสิตา โหติ )

       ( 3 ) กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน ( สณฺหา ภาสิตา โหติ ) 

       ( 4 ) กล่าวแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ ( อตฺถสญฺหิตา ภาสิตา โหติ )

       ( 5 ) กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต ( เมตตฺตจตฺเตน ภาสิตา โหติ )

       ภิกษุทั้งหลาย!  วาจาอันประกอบด้วยองค์ 5 ประการเหล่านี้แล เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชนไม่ติเตียน  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

          ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ 

       ประกอบด้วยประโยชน์
 
       แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น 

       ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล 

       เพื่อกล่าววาจานั้น 


-บาลี ม. ม. 13/91/94.   

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วาจาที่ไม่มีโทษ  /  หัวข้อเลขที่ : 18  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/271/198.  /  หน้าที่ : 76 , 77   

- END -

วาจาของสะใภ้ใหม่

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วาจาของสะใภ้ใหม่   

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนหญิงสะใภ้ใหม่ อันเขาเพิ่งนำมาชั่วคืนชั่ววัน ตลอดเวลาเท่านั้น ก็ยังมีความละอายและความกลัวที่ดำรงไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ในแม่ผัวบ้าง ในพ่อผัวบ้าง ในสามีบ้าง แม้ที่สุดแต่ในทาสกรรมกรคนใช้

       ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน หญิงสะใภ้นั้น ก็ตวาดแม่ผัวบ้าง พ่อผัวบ้าง แม้แต่กะสามีว่า “หลีกไปๆ พวกแกจะรู้อะไร” นี้ฉันใด

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้ก็ฉันนั้น ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือนได้ชั่วคืนชั่ววัน ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น หิริและโอตตัปปะของเธอนั้นยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง ในภิกษุ ในภิกษุณี ในอุบาสก ในอุบาสิกา แม้ที่สุดแต่ในคนวัดและสามเณร

       ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน เธอก็กล่าว ตวาดอาจารย์บ้าง อุปัชฌาย์บ้างว่า “หลีกไปๆ พวกท่านจะรู้อะไร” ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายพึงทำการฝึกหัดศึกษาอย่างนี้ว่า “เราจักอยู่อย่างมีจิตเสมอกันกับหญิงสะใภ้ใหม่ผู้มาแล้วไม่นาน” ดังนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วาจาของสะใภ้ใหม่  /  หัวข้อเลขที่ : 17  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/100/73.  /  หน้าที่ : 74 , 75  

- END - 

การวางจิตเมื่อถูกกล่าวหา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การวางจิตเมื่อถูกกล่าวหา 

      ภิกษุทั้งหลาย !  ทางแห่งถ้อยคำ ที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวหาเธอ 5 อย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือ

       1.กล่าวโดยกาล หรือโดยมิใช่กาล 

       2.กล่าวโดยเรื่องจริง หรือโดยเรื่องไม่จริง

       3.กล่าวโดยอ่อนหวาน หรือโดยหยาบคาย 

       4.กล่าวด้วยเรื่องมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ 

       5.กล่าวด้วยมีจิตเมตตา หรือมีโทสะในภายใน 

       ภิกษุทั้งหลาย !  เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนั้นในกรณีนั้นๆ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า

       “จิตของเราจักไม่แปรปรวน

       เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป

       เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล  

       มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่ 

       จักมี จิตสหรคต ด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่

       และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอพึงทำการสำเนียกอย่างนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาสีมาเป็นสีครั่งบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีแสดบ้าง กล่าวอยู่ว่า

       “เราจักเขียนรูปต่างๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่” ดังนี้ 

       ภิกษุทั้งหลาย !  เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะเขียนรูปต่างๆในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้แลหรือ ? 

       “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”

       เพราะเหตุไรเล่า ?

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่าอากาศนี้ เป็นสิ่งที่มีรูปไม่ได้ แสดงออกซึ่งรูปไม่ได้ในอากาศนั้น ไม่เป็นการง่ายที่ใครๆจะเขียนรูป ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้ รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !” 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

       ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหา 5 ประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า

       “จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่ จักมี จิตสหรคต ด้วยเมตตา แผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่

       และจักมี จิตสหรคต ด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้ 

       ( คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใครๆจะเขียนให้เป็นรูปปรากฏไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น )

       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล...


       (นอกจากนี้ยังทรงอุปมาเปรียบกับบุรุษถือเอาจอบและกระทอมาขุดแผ่นดิน หวังจะไม่ให้เป็นแผ่นดินอีก

       เปรียบกับบุรุษถือเอาคบเพลิงหญ้ามาเผาแม่น้ำคงคา หวังจะให้เดือดพล่าน  ซึ่งเป็นฐานะที่ไม่อาจเป็นได้ )

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าโจรผู้คอยหาช่อง พึงเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ของใครด้วยเลื่อยมีด้ามสองข้าง

       ผู้ใดมีใจประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย! ในกรณีนั้น เธอพึงทำการสำ เหนียกอย่างนี้ว่า

       “จิตของเราจักไม่แปรปรวน

       เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป

       เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่

       จักมี จิตสหรคต ด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่ 

       และจักมี จิตสหรคต ด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้
 
       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล

       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอพึงกระทำในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เนืองๆ เถิด

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อเธอทำในใจถึงโอวาทนั้นอยู่ เธอจะได้เห็นทางแห่งการกล่าวหาเล็กหรือใหญ่ที่เธออดกลั้นไม่ได้อยู่อีกหรือ ? 

       “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงกระทำในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้อยู่เป็นประจำเถิด นั่นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เธอทั้งหลาย ตลอดกาลนาน 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       “พึงศึกษาว่า ‘เราจักไมพูดถ้อยคํา 


       ซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน’

       เมื่อมีถ้อยคําซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน 

       ก็จําต้องหวังการพูดมาก 

       เมื่อมีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน 

       เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สํารวม 

       เมื่อไม่สํารวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ”  


-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๙/๕๘. 

 * * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : การวางจิตเมื่อถูกกล่าวหา  /  หัวข้อเลขที่ : 16  /  -บาลี ม. ม. 12/255-280/267-273.  /  หน้าที่ : 70 , 71 , 72 , 73  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : การทำสมาธิและอานิสงส์ของการทำสมาธิ  /  หัวข้อย่อย : การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทางวาจา  /  หัวข้อเลขที่ : 84  /  -บาลี มู. ม. 12/254 , 256/267, 269. , -บาลี มู. ม. 12/258/272-3.  /  หน้าที่ : 224 , 225 , 226 , 227 , 228

- END - 

วิธีปฏิบัติทางจิตเมื่อถูกติเตียนหรือถูกทำร้ายร่างกาย

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วิธีปฏิบัติทางจิตเมื่อถูกติเตียนหรือถูกทำร้ายร่างกาย

      ผัคคุนะ!  ถ้ามีใครกล่าวติเตียนเธอต่อหน้า

       ผัคคุนะ !  ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงละฉันทะ และวิตกชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย

       ผัคคุนะ !  ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า

       “จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน” ดังนี้

       ผัคคุนะ!  เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้

       ผัคคุนะ !  ถ้ามีใครประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศัสตรา

       ผัคคุนะ!  ในกรณีแม้เช่นนั้น เธอก็พึงละฉันทะและวิตกชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย

       ผัคคุนะ !  ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า 

       “จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน” ดังนี้

       ผัคคุนะ!  เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ แล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

      “ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม 

       ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม

       ย่อมมีไม่ได้่ เพราะการเจริญ ทําให้มาก

       ซึ่งอานาปานสติสมาธิ”


-บาลี มหาวาร. สํ. 19/399/1322.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       ในยุคไหนก็ตาม เวรทั้งหลาย 

       ไม่เคยระงับได้ด้วยการผูกเวรเลย

       แต่ระงับได้ด้วยการไม่มีการผูกเวร

       ธรรมนี้เป็นของเก่าใช้ได้ตลอด


-บาลี อุปริ. ม. 14/295/440. 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วิธีปฏิบัติทางจิตเมื่อถูกติเตียนหรือถูกทำร้ายร่างกาย  /  หัวข้อเลขที่ : 15  /  -บาลี มู. ม. 12/250/264.  /  หน้าที่ : 66 , 67 , 68 , 69 

- END -

Sunday, April 11, 2021

วาจาของ อสัตบุรุษ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง วาจาของ อสัตบุรุษ

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นที่รู้กันว่าเป็น อสัตบุรุษ

       4 ประการอย่างไรเล่า ? 4 ประการ คือ 

       ( 1 ) ภิกษุทั้งหลาย!  อสัตบุรุษ ในกรณีนี้

       แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น

       ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฏ

       ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อถูกใครถาม

       ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่มีทางหลีกเลี้ยวลดหย่อน แล้วกล่าวความไม่ดีของผู้อื่นอย่างเต็มที่โดยพิสดาร

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ

       ( 2 ) ภิกษุทั้งหลาย!  อสัตบุรุษ อย่างอื่นยังมีอีก

       คือ แม้ถูกใครถามอยู่ถึงความดีของบุคคลอื่น

       ก็ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ

       ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม

       ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของบุคคลอื่น ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ลดหย่อนไขว้เขว แล้วกล่าวความดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่

       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ

       ( 3 ) ภิกษุทั้งหลาย!  อสัตบุรุษ อย่างอื่นยังมีอีก

       คือแม้ถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน

       ก็ปกปิดไม่เปิดเผยให้ปรากฏ

       ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อไม่ถูกใครถาม

       ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ลดหย่อนไขว้เขว แล้วกล่าวความไม่ดีของตนอย่างไม่พิสดารเต็มที่

       ภิกษุทั้งหลาย  ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ

       ( 4 ) ภิกษุทั้งหลาย!  อสัตบุรุษ อย่างอื่นยังมีอีก 

       คือแม้ไม่มีใครถามถึงความดีของตน

       ก็นำมาโอ้อวด เปิดเผย

       จะกล่าวทำไมถึงเมื่อถูกใครถาม

       ก็เมื่อถูกใครถามถึงความดีของตน ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่ลดหย่อนหลีกเลี้ยว กล่าวความดีของตนอย่างเต็มที่โดยพิสดาร
 
       ภิกษุทั้งหลาย!  ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการเหล่านี้แล เป็นที่รู้กันว่าเป็น อสัตบุรุษ  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

      แม้ไม่มีใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น 

       ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฏ

       ไม่ต้องกล่าวถึงเมื่อถูกใครถาม 

       ก็เมื่อถูกใครถามถึงความไม่ดีของบุคคลอื่น

       ก็นำเอาปัญหาไปทำให้ไม่มีทางหลีกเลี้ยวลดหย่อน

       แล้วกล่าวความไม่ดีของผู้อื่น อย่างเต็มที่โดยพิสดาร

       ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้พึงรู้กันเถิดว่า คนคนนี้ เป็น อสัตบุรุษ


-บาลี จตุกฺก. อํ. 21/100/73.

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อใหญ่ : ฆราวาสชั้นเลิศ  /  หัวข้อย่อย : วาจาของ อสัตบุรุษ  /  หัวข้อเลขที่ : 14  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/100/73.  /  หน้าที่ : 63 , 64 , 65 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ธรรมะกับชีวิต  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะการพูดของ อสัตบุรุษ  /  หัวข้อเลขที่ : 17  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/100/73.  /  หน้าที่ : 55 , 56 

- END -