Showing posts with label หมวด-2-มรรควิธีที่ง่าย. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-มรรควิธีที่ง่าย. Show all posts

Monday, April 19, 2021

ปฏิปทาของการสิ้นอาสวะ 4 แบบ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาของการสิ้นอาสวะ 4 แบบ 

       ภิกษุทั้งหลาย !  ปฏิปทา 4 ประการเหล่านี้มีอยู่ คือ

       ปฏิบัติลำบาก รู้ได้ช้า 1

       ปฏิบัติลำบาก รู้ได้เร็ว 1

       ปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า 1

       ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว 1


แบบปฏิบัติลำบาก รู้ได้ช้า

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีนี้

       ภิกษุ เป็นผู้มีปกติเห็นความไม่งามในกาย

       มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร 

       มีสัญญาในโลกทั้งปวง

       โดยความเป็นของไม่น่ายินดี

       เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง

       มรณสัญญาก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งไว้ดีแล้วในภายใน

       ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรม เป็นกำลังของพระเสขะ 5 ประการเหล่านี้อยู่ คือ สัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ แต่ อินทรีย์ 5 ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่าอ่อน คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

       เพราะเหตุที่อินทรีย์ทั้ง 5 เหล่านี้ยังอ่อน

       ภิกษุนั้นจึงบรรลุ อนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำบาก รู้ได้ช้า


แบบปฏิบัติลำบาก รู้ได้เร็ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีนี้

       ภิกษุ เป็นผู้มีปกติเห็นความไม่งามในกาย

       มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร

       มีสัญญาในโลกทั้งปวง

       โดยความเป็นของไม่น่ายินดี

       เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง

       มรณสัญญาก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งไว้ดีแล้วในภายใน

       ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรม เป็นกำลังของพระเสขะ 5 ประการเหล่านี้อยู่ คือ สัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ แต่ อินทรีย์ 5 ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่ามีประมาณยิ่ง ( แก่กล้า ) คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

       เพราะเหตุที่อินทรีย์ทั้ง 5 เหล่านี้มีประมาณยิ่ง

       ภิกษุนั้นจึงบรรลุ อนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะได้เร็ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า ปฏิบัติลำบาก รู้ได้เร็ว


แบบปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีนี้

       ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน ( มีรายละเอียดดังที่แสดงแล้วในที่ทั่วไป ) แล้วแลอยู่

       ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรม เป็นกำลังของพระเสขะ 5 ประการเหล่านี้อยู่ คือ สัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ แต่ อินทรีย์ 5 ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่าอ่อน คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

       เพราะเหตุที่อินทรีย์ทั้ง 5 เหล่านี้ยังอ่อน

       ภิกษุนั้นจึงบรรลุ อนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า

       ภิกษุทั้งหลาย! นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้ช้า


แบบปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีนี้

       ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน ... แล้วแลอยู่

       ภิกษุนั้นเข้าไปอาศัยธรรม เป็นกำลังของพระเสขะ 5 ประการเหล่านี้อยู่ คือ สัทธาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ แต่ อินทรีย์ 5 ประการเหล่านี้ของเธอนั้น ปรากฏว่ามีประมาณยิ่ง คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

       เพราะเหตุที่อินทรีย์ทั้ง 5 เหล่านี้มีประมาณยิ่ง

       ภิกษุนั้นจึงบรรลุ อนันตริยกิจ เพื่อความสิ้นอาสวะได้เร็ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้เรียกว่า ปฏิบัติสบาย รู้ได้เร็ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  เหล่านี้แล ปฏิปทา 4 ประการ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาของการสิ้นอาสวะ 4 แบบ  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาของการสิ้นอาสวะ 4 แบบ  /  หัวข้อเลขที่ : 31  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/202-204/161-162.  /  หน้าที่ : 114 , 115 , 116 , 117 , 118 

- END -

ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทรามอยู่เนืองนิจ

       เมื่อภิกษุกำลังยืนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ 

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทรามอยู่เนืองนิจ

       เมื่อภิกษุกำลังนั่งอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนั่งอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทรามอยู่เนืองนิจ

       เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนอนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทรามอยู่เนืองนิจ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : สัมมาสังกัปปะ ( ความดําริชอบ )  /  หัวข้อย่อย : ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา  /  หัวข้อเลขที่ : 30  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/16/11.  /  หน้าที่ : 109 , 110 , 111 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ธรรมะกับการสอบ  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของ “ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา”  /  หัวข้อเลขที่ : 60  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/16/11.  /  หน้าที่ : 164

- END -



ผู้มีความเพียรตลอดเวลา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้มีความเพียรตลอดเวลา 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อภิกษุกำลังยืนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อภิกษุกำลังนั่งอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนั่งอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา

       และภิกษุก็ไม่รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

       ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนอนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : สัมมาสังกัปปะ ( ความดําริชอบ )  /  หัวข้อย่อย : ผู้มีความเพียรตลอดเวลา  /  หัวข้อเลขที่ : 29  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/16-18/11.  /  หน้าที่ : 106 , 107 , 108 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ธรรมะกับการสอบ  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของ “ผู้มีความเพียรตลอดเวลา”  /  หัวข้อเลขที่ : 59  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/16-18/11.  /  หน้าที่ : 163

- END -



ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 4 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 4 )

       ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมี เจโตวิมุตติ เป็นผล มี เจโตวิมุตติ เป็นอานิสงส์ ย่อมมี ปัญญาวิมุตติ เป็นผล มี ปัญญาวิมุตติ เป็นอานิสงส์

       ธรรม 5 ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

       1.เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย อยู่

       2.เป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร อยู่

       3.เป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่

       4.เป็นผู้มีปกติตามเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง อยู่

       5.มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว ในภายใน อยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้แล เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมมี เจโตวิมุตติ เป็นผล มี เจโตวิมุตติ เป็นอานิสงส์ ย่อมมี ปัญญาวิมุตติ เป็นผล และมี ปัญญาวิมุตติ เป็นอานิสงส์  

       เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มี เจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรียก

       ว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้ ดังนี้บ้าง 

       ว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้ ดังนี้บ้าง

       ว่าเป็นผู้ถอน เสาระเนียด ขึ้นได้ ดังนี้บ้าง

       ว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้ ดังนี้บ้าง

       ว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึกปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะ ดังนี้บ้าง

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้อย่างไร

       คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละอวิชชาเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้ อย่างนี้ แล

       ภิกษุเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้อย่างไร

       คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละชาติสงสารที่เป็นเหตุนำให้เกิดในภพใหม่ต่อไปได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้ อย่างนี้ แล

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างไร

       คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละตัณหาเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้  อย่างนี้ แล

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้อย่างไร คือ

       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 ประการเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้ อย่างนี้ แล

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะอย่างไร

       คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละ อัส๎มิมานะ เสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

       ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะใดๆ อย่างนี้ แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้ และบุคคลทั่วไป  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 4 )  /  หัวข้อเลขที่ : 28  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/95-97/71.  /  หน้าที่ : 100 , 101 , 102 , 103  

- END -


ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป (นัยที่ 3 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป (นัยที่ 3 )

      ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย
 
       ธรรม 5 ประการอย่างไรเล่า ? 5 ประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้

       1.เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย อยู่

       2.เป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร อยู่

       3.เป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่

       4.เป็นผู้มีปกติตามเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง อยู่

       5.มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้แล เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้ และบุคคลทั่วไป  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป (นัยที่ 3 )  /  หัวข้อเลขที่ : 27  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/95/70.  /  หน้าที่ : 98 , 99   

- END - 

ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 2 )

       ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว ( เอกนฺตนิพฺพิท ) เพื่อความคลายกำหนัด ( วิราค ) เพื่อความดับ ( นิโรธ ) เพื่อความสงบ ( อุปสม ) เพื่อความรู้ยิ่ง (อภิญฺญ ) เพื่อความรู้พร้อม ( สมฺโพธ ) เพื่อนิพพาน

       5 ประการ อย่างไรเล่า ?  5 ประการ คือ ภิกษุในกรณีนี้

       1.เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย อยู่

       ๒.เป็นผู้มีปกติสำคัญว่า ปฏิกูลในอาหาร อยู่

       3.เป็นผู้มีปกติสำคัญว่า เป็นสิ่งไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่

       4.เป็นผู้มีปกติ ตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง อยู่

       5.มรณสัญญา เป็นสิ่งที่ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 5 ประการเหล่านี้แล เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้ และบุคคลทั่วไป  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 26  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/94-95/69.  /  หน้าที่ : 96 , 97  

- END -


ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 1 ) 

      ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ กระทำให้มาก ซึ่งธรรม 5 ประการ ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ในบรรดาผลทั้งหลาย 2 อย่าง กล่าวคือ อรหัตตผล ในทิฐธรรม ( ภพปัจจุบัน ) นั่นเทียว หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังมีอุปาทิ ( เชื้อ ) เหลืออยู่

       ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม 5 ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?  5 ประการ คือ ภิกษุ ในกรณีนี้

       1.มีสติอันตนเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายในนั่นเทียว เพื่อเกิดปัญญารู้ความเกิดขึ้นและดับไปแห่งธรรมทั้งหลาย ( อชฺฌตฺตญฺญว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ ธมฺมานํ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย ) 

       2.มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย ( อสุภานุปสฺสี กาเย วิหรติ )

       3.มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร ( อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญี )

       4.มีความสำคัญว่าในโลกทั้งปวงไม่มีอะไรที่น่ายินดี ( สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญี ) 

       5.มีปกติตามเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ( สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ กระทำให้มาก ซึ่งธรรม 5 ประการเหล่านี้ ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ในบรรดาผลทั้งหลาย 2 อย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม ( ภพปัจจุบัน ) นั่นเทียว หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังมี อุปาทิ เหลืออยู่ แล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้ และบุคคลทั่วไป  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 25  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/161/122.  /  หน้าที่ : 94 , 95  

- END -


ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้  

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้า ธรรม 5 ประการ ไม่เว้นห่างไปเสียจากคนเจ็บไข้ทุพพลภาพคนใด

       ข้อนี้เป็นสิ่งที่เขาผู้นั้นพึงหวังได้ คือ

       เขาจักกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปญญัาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

       เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ต่อกาลไม่นานเทียว

       ธรรม 5 ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกรณีนี้ ภิกษุ 

       1.เป็นผู้มีปกติตามเห็นความไม่งามใน กาย อยู่ ( อสุภานุปสฺสี กาเย วิหรติ )

       2.เป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร อยู่ ( อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญี ) 

       3.เป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง อยู่ ( สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญี ) 

       4.เป็นผู้มีปกติตามเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง อยู่ ( สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี ) 

       5.มี มรณสัญญา อันเขาตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่ ( มรณสญฺญา โข ปนสฺส อชฺฌตฺตํ สุปฏฺฐิตา โหติ )

       ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม 5 ประการเหล่านี้ ไม่เว้นห่างไปเสียจากคนเจ็บไข้ทุพพลภาพคนใด

       ข้อนี้ เป็นสิ่งที่เขาผู้นั้นพึงหวังได้ คือ

       เขาจักกระทำ ให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้

       เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน ทิฐธรรม นี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ ต่อกาลไม่นานเทียว 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้ และบุคคลทั่วไป  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเพื่อบรรลุมรรคผลของคนเจ็บไข้  /  หัวข้อเลขที่ : 24  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/160-161/121.  /  หน้าที่ : 92 , 93 

- END -


การเห็นซึ่งความไม่เที่ยง

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง การเห็นซึ่งความไม่เที่ยง 

       ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชา ย่อมละไป วิชชา ย่อมเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”

       ภิกษุ!  เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่ง จักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง อวิชชา จึงจะละไป วิชชา จึงเกิดขึ้น

       เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูปทั้งหลาย ...ฯลฯ... 

       เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุวิญญาณ ...ฯลฯ... 

       เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุสัมผัส ...ฯลฯ... 

       เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งเวทนา อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง อวิชชา จึงจะละไป วิชชา จึงจะเกิดขึ้น 

       ( ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ทุกหมวด มีข้อความอย่างเดียวกัน )

       ภิกษุ!  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อวิชชา จึงจะละไป วิชชา จึงจะเกิดขึ้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : การละอวิชชาโดยตรง  /  หัวข้อย่อย : การเห็นซึ่งความไม่เที่ยง  /  หัวข้อเลขที่ : 23  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/61-62/95.  /  หน้าที่ : 89 , 90 

- END -


ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น 

       ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชา ย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”

       ภิกษุ!  ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่แล ...ฯลฯ...

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ธรรมอย่างหนึ่ง นั้นคืออะไรเล่าหนอ ...ฯลฯ...?”

       ภิกษุ!  อวิชชา นั่นแล เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อวิชชา จึงจะละไป วิชชา จึงจะเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”

       ภิกษุ!  หลักธรรมอันภิกษุในกรณีนี้ได้สดับแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า

       “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ( ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา ) ( สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย )” ดังนี้

       ภิกษุ!  ถ้าภิกษุได้สดับหลักธรรมข้อนั้นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ดังนี้แล้ว ไซร้ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง

       ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง

       ครั้นรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมเห็นซึ่ง นิมิต ทั้งหลายของสิ่งทั้งปวงโดยประการอื่น

       ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ โดยประการอื่น 

       ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย โดยประการอื่น

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ โดยประการอื่น 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส โดยประการอื่น

       ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัยโดยประการอื่น

       ( ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายะก็ดี มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน นั้นๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งการเห็นจักษุ และธรรมทั้งหลายที่ สัมปยุตต์ ด้วยจักษุ )

       ภิกษุ!  เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อวิชชา จึงจะละไป วิชชา จึงจะเกิดขึ้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : การละอวิชชาโดยตรง  /  หัวข้อย่อย : ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น  /  หัวข้อเลขที่ : 22  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/62-63/96.  /  หน้าที่ : 86 , 87 , 88  

- END -





มีสติ มีสัมปชัญญะ รอคอยการตาย

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง มีสติ มีสัมปชัญญะ รอคอยการตาย 
 

      ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ เมื่อรอคอยการทำกาละ นี้เป็น อนุสาสนี ของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุ เป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ

       มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และ โทมนัส ในโลกออกเสียได้ 

       เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ... 

       เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ ... 

       เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ 

       มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌา และ โทมนัส ในโลกออกเสียได้

       อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย! เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ  

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุ เป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

       อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย! เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ

       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ เมื่อรอคอยการทำกาละ นี้แล เป็น อนุสาสนี ของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าเมื่อภิกษุ มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมอยู่อย่างนี้ สุขเวทนา เกิดขึ้นไซร้ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า 

       “สุขเวทนานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่สุขเวทนานี้ อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ไม่อาศัยเหตุปัจจัยแล้วหาเกิดขึ้นได้ไม่

       อาศัยเหตุปัจจัยอะไรเล่า ? อาศัยเหตุปจจัยคือ กายนี้ นั่นเอง 

       ก็กายนี้ ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น

       สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย ซึ่งไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้แล้ว จักเป็น สุขเวทนา ที่เที่ยงมาแต่ไหน” ดังนี้ ภิกษุนั้น เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่ ตามเห็นความเสื่อม ความจางคลายอยู่ ตามเห็นความดับไป ความสลัดคืนอยู่ในกายและใน สุขเวทนา

       เมื่อเธอเป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยง ( เป็นต้น ) อยู่ใน กาย และใน สุขเวทนา อยู่ดังนี้ เธอย่อมละเสียได้ ซึ่ง ราคานุสัย ใน กาย และใน สุขเวทนา นั้น

       ภิกษุนั้น ถ้าเสวย สุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า “สุขเวทนา นั้น เป็นของไม่เที่ยง และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมาเพลิดเพลินอยู่” ดังนี้

       ถ้าเสวย ทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า “ทุกขเวทนา นั้น เป็นของไม่เที่ยง และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมาเพลิดเพลินอยู่” ดังนี้

       ถ้าเสวย อทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า “อทุกขมสุขเวทนา นั้น เป็นของไม่เที่ยง และเป็นเวทนาที่เรามิได้มัวเมาเพลิดเพลินอยู่” ดังนี้

       ภิกษุนั้น ถ้าเสวย สุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันเกิดจากเวทนานั้นเป็นเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น

       ถ้าเสวย ทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันเกิดจากเวทนานั้นเป็นเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น

       ถ้าเสวย อทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลส อันเกิดจากเวทนานั้นเป็นเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น

       ภิกษุนั้น เมื่อเสวย เวทนาอันมี กาย เป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมี กาย เป็นที่สุดรอบ เมื่อเสวยเวทนาอันมี ชีวิต เป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมี ชีวิต เป็นที่สุดรอบ

       เธอย่อมรู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน ได้อาศัยน้ำมันและไส้แล้วก็ลุกโพลงอยู่ได้

       เมื่อขาดปัจจัยเครื่องหล่อเลี้ยง เพราะขาดน้ำมันและไส้นั้นแล้ว ย่อมดับลง นี้ฉันใด

       ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือภิกษุ เมื่อเสวยเวทนาอันมี กาย เป็นที่สุดรอบ ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมี กาย เป็นที่สุดรอบ ดังนี้

       เมื่อเสวยเวทนาอันมี ชีวิต เป็นที่สุดรอบ ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมี ชีวิต เป็นที่สุดรอบ ดังนี้

       ( เป็นอันว่า ) ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนา ทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : สติปัฏฐาน 4  /  หัวข้อย่อย : มีสติ มีสัมปชัญญะ รอคอยการตาย  /  หัวข้อเลขที่ : 21  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/260-264/374-381.  /  หน้าที่ : 80 , 81 , 82 , 83 , 84  

- END -


สักแต่ว่า... ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สักแต่ว่า... ( นัยที่ 2 ) 

      “ข้าแต่พระองค์เจริญ !  ข้าพระองค์เป็นคนชรา เป็นคนแก่คนเฒ่ามานานผ่านวัยมาตามลำดับ ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมโดยย่อ ในลักษณะที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในลักษณะที่ข้าพระองค์จะพึงเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด พระเจ้าข้า!”

       มาลุงก๎ยบุตร !  ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือ

       รูปทั้งหลาย อันรู้สึกกันได้ทางตา เป็นรูปที่ท่านไม่ได้เห็น ไม่เคยเห็น ที่ท่านกำลังเห็นอยู่ก็ไม่มี ที่ท่านคิดว่าท่านควรจะได้เห็นก็ไม่มี ดังนี้แล้ว ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักก็ดี ในรูปเหล่านั้น ย่อมมีแก่ท่านหรือ ? 

       “ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า!”

       ( ต่อไปนี้ ได้มีการตรัสถามและการทูลตอบในทำนองเดียวกันนี้ทุกตัวอักษร ผิดกันแต่ชื่อของสิ่งที่นำมากล่าว

       คือในกรณีแห่ง เสียง อันรู้สึกกันได้ทางหู

       ในกรณีแห่ง กลิ่น อันรู้สึกกันได้ทางจมูก

       ในกรณีแห่ง รส อันรู้สึกกันได้ทางลิ้น

       ในกรณีแห่ง โผฏฐัพพะ อันรู้สึกกันได้ทางผิวกาย

       และในกรณีแห่ง ธรรมารมณ์ อันรู้สึกกันได้ทางใจ )

       มาลุงก๎ยบุตร !  ในบรรดาสิ่งที่ท่าน พึงเห็น พึงฟัง พึงรู้สึก พึงรู้แจ้งเหล่านั้น

       ใน สิ่งที่ท่านเห็นแล้ว จักเป็นแต่เพียงสักว่าเห็น

       ใน สิ่งที่ท่านฟงแล้ว จักเป็นแต่เพียงสักว่าได้ยิน 

       ใน สิ่งที่ท่านรู้สึกแล้ว ( ทางจมูก ลิ้น กาย ) จักเป็นแต่เพียงสักว่ารู้สึก

       ใน สิ่งที่ท่านรู้แจ้งแล้ว ( ทางวิญญาณ ) ก็จักเป็นแต่เพียงสักว่ารู้แจ้ง

       มาลุงก๎ยบุตร!  เมื่อใดแล ในบรรดาธรรมเหล่านั้น

       เมื่อ สิ่งที่เห็นแล้ว สักว่าเห็น

       สิ่งที่ฟังแล้ว สักว่าได้ยิน 

       สิ่งที่รู้สึกแล้ว สักว่ารู้สึก

       สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว สักว่ารู้แจ้ง

       ดังนี้แล้ว 

       มาลุงก๎ยบุตร !  เมื่อนั้น ตัวท่านย่อมไม่มี  เพราะเหตุนั้น

       มาลุงก๎ยบุตร !  เมื่อใดตัวท่านไม่มีเพราะเหตุนั้น เมื่อนั้น ตัวท่านก็ไม่มีในที่นั้นๆ

       มาลุงก๎ยบุตร!  เมื่อใดตัวท่านไม่มีในที่นั้นๆ เมื่อนั้นตัวท่านก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง

       นั่นแหละ คือที่สุดแห่งความทุกข์ ดังนี้

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ ได้โดยพิสดาร ดังต่อไปนี้

       เห็นรูปแล้ว สติหลงลืม ทำในใจซึ่งรูปนิมิตว่าน่ารัก มีจิตกำหนัดแก่กล้าแล้ว เสวยอารมณ์นั้นอยู่ ความสยบมัวเมาย่อมครอบงำ บุคคลนั้น

       เวทนาอันเกิดจากรูปเป็นอเนกประการ ย่อมเจริญแก่เขานั้น

       อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเข้าไปกลุ้มรุมจิตของเขา

       เมื่อสะสมทุกข์อยู่อย่างนี้ ท่านกล่าวว่ายังไกลจากนิพพาน

       ( ในกรณีแห่งการฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้สึกธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็มีข้อความที่กล่าวไว้อย่างเดียวกัน )
 
       บุคคลนั้นไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย เห็นรูปแล้ว มีสติเฉพาะ มีจิตไม่กำหนัด เสวยอารมณ์อยู่

       ความสยบมัวเมาย่อมไม่ครอบงำบุคคลนั้น

       เมื่อเขาเห็นอยู่ซึ่ง รูป ตามที่เป็นจริง เสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ก็สิ้นไปๆ ไม่เพิ่มพูนขึ้น

       เขามีสติประพฤติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อไม่สะสมทุกข์อยู่อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้ต่อนิพพาน

       ( ในกรณีแห่งการฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้สึกธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็มีข้อความที่กล่าวไว้อย่างเดียวกัน )

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!  ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ ได้โดยพิสดารอย่างนี้ พระเจ้าข้า!”

       พระผู้มีพระภาค ทรงรับรองความข้อนั้นว่าเป็นการถูกต้อง ท่านมาลุงก๎ยบุตรหลีกออกสู่ที่สงัด กระทำความเพียรได้เป็นอรหันต์องค์หนึ่งในศาสนานี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : สักแต่ว่า...  /  หัวข้อย่อย : สักแต่ว่า... ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 20  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/90-95/132-139.  /  หน้าที่ : 75 , 76 , 77 , 78  

- END - 



สักแต่ว่า... ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สักแต่ว่า... ( นัยที่ 1 ) 

      พาหิยะ!  เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น

       ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง 

       ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวกาย ก็สักว่าดม ลิ้ม สัมผัส

       ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ก็สักว่าได้รู้แจ้งแล้ว

       เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี

       เมื่อใด “เธอ” ไม่มี เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้ ไม่ปรากฏในโลกอื่น ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง

       นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : สักแต่ว่า...  /  หัวข้อย่อย : สักแต่ว่า... ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 19  /  -บาลี อุ. ขุ. 25/83-84/49.  /  หน้าที่ : 74  

- END -

เมื่อไม่มีมา ไม่มีไป ย่อมไม่มีเกิด และไม่มีดับ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เมื่อไม่มีมา ไม่มีไป ย่อมไม่มีเกิด และไม่มีดับ 

      พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายด้วยธัมมิกถาอันเนื่องเฉพาะด้วยนิพพาน ได้ทรงเห็นว่าภิกษุทั้งหลายสนใจฟังอย่างยิ่ง จึงได้ตรัสพระพุทธอุทานนี้ขึ้นในเวลานั้นว่า 

       ความหวั่นไหว ย่อมมีแก่บุคคลผู้อัน ตัณหา และ ทิฏฐิ อาศัยแล้ว ( นิสฺสิตสฺส จลิตํ )

       ความหวั่นไหว ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อัน ตัณหา และ ทิฏฐิ ไม่อาศัยแล้ว ( อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ )

       เมื่อความหวั่นไหวไม่มี ปัสสัทธิ ย่อมมี ( จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ )

       เมื่อปัสสัทธิมี นติ ( ความน้อมไป ) ย่อมไม่มี ( ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ )

       เมื่อ นติ ไม่มี อาคติคติ ( การมาและการไป ) ย่อมไม่มี ( นติยา อสติ อาคติคติ น โหติ )

       เมื่อ อาคติคติ ไม่มี จุตูปปาตะ ( การเคลื่อนและการเกิดขึ้น ) ย่อมไม่มี ( อาคติคติยา อสติ จุตูปปาโต น โหติ )

       เมื่อ จุตูปปาตะ ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง ( จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเร )

       นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ ( เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : เมื่อไม่มีมา ไม่มีไป ย่อมไม่มีเกิด และไม่มีดับ  /  หัวข้อเลขที่ : 18  /  -บาลี อุ. ขุ. 25/208/161.  /  หน้าที่ : 71 , 72 

- END -



เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยวิธีลัด

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยวิธีลัด  

       ภิกษุทั้งหลาย!  

       เมื่อรู้เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง

       เมื่อรู้เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง รูปทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง

       เมื่อรู้เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง

       เมื่อรู้เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง 

       เมื่อรู้เมื่อเห็นอยู่ซึ่ง เวทนา อันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุข ก็ตาม ตามที่เป็นจริง

       บุคคลย่อมไม่กำหนัดยินดี ในจักษุ

       ย่อมไม่กำหนัดยินดี ในรูปทั้งหลาย

       ย่อมไม่กำหนัดยินดี ในจักขุวิญญาณ

       ย่อมไม่กำ หนัดยินดี ในจักขุสัมผัส

       ย่อมไม่กำหนัดยินดี ในเวทนา อันเกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัย สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุข ก็ตาม 

       เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดยินดีแล้ว ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ไม่หลงใหลแล้ว มีปกติเห็นโทษอยู่ ปัญจุปาทานขันธ์ ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อขึ้นอีกต่อไป

       และ ตัณหา อันเครื่องนำมาซึ่งภพใหม่ ประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน ทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ของบุคคลนั้น ย่อมละไป

       ความกระวนกระวายทางกายและทางจิต ก็ละไป

       ความแผดเผาทางกายและทางจิต ก็ละไป

       ความเร่าร้อนทางกายและทางจิต ก็ละไป

       บุคคลนั้นย่อมเสวยความสุขทั้งทางกายและทางจิต 

       ทิฏฐิของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ

       ความดำริของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสังกัปปะ

       ความเพียรของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาวายามะ

       สติของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสติ

       สมาธิของผู้รู้ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น เป็น สัมมาสมาธิ

       ส่วน กายกรรม วจีกรรม และอาชีวะ ของเขาบริสุทธิ์มาแล้วแต่เดิม ( ดังนั้นเป็นอันว่า สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ มีอยู่แล้วอย่างเต็มที่ ในบุคคลผู้รู้อยู่ผู้เห็นอยู่เช่นนั้น )

       ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค ( อริยมรรคมีองค์ 8 ) แห่งบุคคลผู้รู้ผู้อยู่เห็นอยู่เช่นนั้น ย่อมถึงซึ่งความบริบูรณ์แห่งภาวนา ด้วยอาการอย่างนี้

       เมื่อเขาทำ อริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เจริญอยู่อย่างนี้ สติปัฏฐาน 4 ... สัมมัปปธาน 4 ... อิทธิบาท 4 ... อินทรีย์ 5 ... พละ 5  ... โพชฌงค์ 7 ... ย่อมถึงความงอกงามบริบูรณ์ได้แท้

       ธรรมสองอย่างของเขาคือ สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าเข้าคู่กันได้อย่างแน่นแฟ้น...

       ( ในกรณีแห่ง โสตะ ( หู ) ฆานะ ( จมูก ) ชิวหา ( ลิ้น ) กายะ ( กาย ) และมนะ ( ใจ ) ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยวิธีลัด  /  หัวข้อเลขที่ : 17  /  -บาลี อุปริ. ม. 14/522-525/828-830.  /  หน้าที่ : 68 , 69 , 70  

- END - 

กระจายเสียซึ่ง ผัสสะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง กระจายเสียซึ่ง ผัสสะ

       ภิกษุทั้งหลาย! วิญญาณย่อมมีขึ้น เพราะอาศัยธรรม 2 อย่าง  2 อย่างอะไรเล่า ? 2 อย่างคือ

       ภิกษุทั้งหลาย !  เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย

       จักขุวิญญาณ จึงเกิดขึ้น

       จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       รูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ธรรมทั้งสอง ( จักษุ+รูป ) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น 

       จักขุวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง จักขุวิญญาณ

       แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ภิกษุทั้งหลาย!  จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุวิญญาณ จักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความประจวบพร้อมความประชุมพร้อม ความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย ( จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ ) 3 อย่าง เหล่านี้ อันใดแล ภิกษุทั้งหลาย!  อันนี้เราเรียกว่า จักขุสัมผัส

       ภิกษุทั้งหลาย!  แม้ จักขุสัมผัส ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง จักขุสัมผัส แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ภิกษุทั้งหลาย!  จักขุสัมผัส เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุสัมผัส จักเป็นของเที่ยง มาแต่ไหน

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลที่ ผัสสะ กระทบแล้วย่อมรู้สึก ( เวเทติ )

       ผัสสะกระทบแล้วย่อม คิด ( เจเตติ )

       ผัสสะกระทบแล้วย่อม จำได้หมายรู้ ( สญฺชานาติ )

       แม้ธรรมทั้งหลาย ( เวทนา เจตนา สัญญา ) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ( ในกรณีแห่ง โสตวิญญาณก็ดี ฆานวิญญาณก็ดี ชิวหาวิญญาณก็ดี กายวิญญาณก็ดี ก็มีนัยเดียวกัน )

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะอาศัยซึ่ง มโนด้วย ซึ่ง ธรรมารมณ์ทั้งหลายด้วย มโนวิญญาณ จึงเกิดขึ้น

       มโน เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ธรรมารมณ์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ธรรมทั้งสอง ( มโน+ธรรมารมณ์ ) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       มโนวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง มโนวิญญาณ แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ภิกษุทั้งหลาย!  มโนวิญญาณ เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ มโนวิญญาณจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความประจวบพร้อม ความประชุมพร้อม ความมาพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย ( มโน+ธรรมารมณ์+มโนวิญญาณ ) 3 อย่าง เหล่านี้ อันใดแล ภิกษุทั้งหลาย!  อันนี้เราเรียกว่า มโนสัมผัส 

       ภิกษุทั้งหลาย!  แม้ มโนสัมผัส ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง มโนสัมผัส แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น

       ภิกษุทั้งหลาย! มโนสัมผัส เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ มโนสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลที่ ผัสสะ กระทบแล้วย่อม รู้สึก ( เวเทติ )

       ผัสสะกระทบแล้วย่อม คิด ( เจเตติ )

       ผัสสะกระทบแล้วย่อม จำได้หมายรู้ ( สญฺชานาติ )  

       แม้ธรรมทั้งหลาย ( เวทนา เจตนา สัญญา ) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : กระจายเสียซึ่ง ผัสสะ  /  หัวข้อเลขที่ : 16  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/85/124-7.  /  หน้าที่ : 63 , 64 , 65 , 66 , 67  

- END -



ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 4 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 4 )

      ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดง ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว

       ภิกษุทั้งหลาย !  ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร

       จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? 

       “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!”

       สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ? 

       “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า!”

       สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่นของเรา ( เอตํมม ) นั่นเป็นเรา ( เอโสหมสฺมิ ) นั่นเป็นอัตตาของเรา ( เอโส เม อตฺตา )” ดังนี้ ? 

       “ไม่ควรตามเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า!”

       ( ต่อไป ได้ตรัสถามและภิกษุตอบ เกี่ยวกับ รูป... จักขุวิญญาณ...จักขุสัมผัส...จักขุสัมผัสสชาเวทนา ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง จักษุ นั้นทุกประการ ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น เมื่อตรัสข้อความในกรณีแห่ง อายตนิกธรรม หมวดจักษุ จบลงดังนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความในกรณีแห่ง อายตนิกธรรม หมวดโสตะ หมวดฆานะ หมวดชิวหา หมวดกายะ และหมวดมนะ ต่อไปอีก ซึ่งมีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง อายตนิกธรรม หมวดจักษุ นั้นทุกประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อเท่านั้น ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงได้เอง )

       ภิกษุทั้งหลาย!  อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักษุ

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน รูป

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักขุวิญญาณ

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักขุสัมผัส

       ย่อมเบื่อหน่ายใน เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข ( ไม่ทุกข์ไม่สุข ) ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัย

       ( ในกรณีแห่ง อายตนิกธรรม หมวดโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ มนะ ก็ได้ตรัสต่อไปอีก โดยนัยอย่างเดียวกันกับกรณีแห่ง อายตนิกธรรม หมวดจักษุ นี้ ) 

       เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

       เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น

       เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี ญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

       อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้แล คือ ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 4 )  /  หัวข้อเลขที่ : 15  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/169/235.  /  หน้าที่ : 60 , 61 , 62  

- END - 


ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 3 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 3 )

     ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดง ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว 

       ภิกษุทั้งหลาย !  ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้

       ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ ว่าเป็น อนัตตา

       ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย ว่าเป็น อนัตตา 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่าเป็น อนัตตา 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่าเป็น อนัตตา 

       ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็น อทุกขมสุข ( ไม่ทุกข์ไม่สุข ) ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัยว่าเป็น อนัตตา

       ( ในกรณีแห่ง โสตะ ( หู ) ฆานะ ( จมูก ) ชิวหา ( ลิ้น ) กายะ ( กาย ) และมนะ ( ใจ ) ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้แลคือ ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 3 )  /  หัวข้อเลขที่ : 14  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/168/234.  /  หน้าที่ : 58 , 59  

- END - 



ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 2 )  

      ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดง ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว

       ภิกษุทั้งหลาย !  ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ ว่าเป็นทุกข์

       ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย ว่าเป็นทุกข์ 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่าเป็นทุกข์ 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่าเป็นทุกข์ 

       ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็น อทุกขมสุข ( ไม่ทุกข์ไม่สุข ) ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัย ว่าเป็นทุกข์

       ( ในกรณีแห่ง โสตะ ( หู ) ฆานะ ( จมูก ) ชิวหา ( ลิ้น ) กายะ ( กาย ) และมนะ ( ใจ ) ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น )

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้แล คือ ปฏิปทา  เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 13  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/168/233.  /  หน้าที่ : 56 , 57   

- END -



ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 1 )

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว

       ภิกษุทั้งหลาย !  ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพานนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุในกรณีนี้ 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ ว่าไม่เที่ยง 

       ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย ว่าไม่เที่ยง 

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่าไม่เที่ยง

       ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่าไม่เที่ยง

       ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็น อทุกขมสุข ( ไม่ทุกข์ไม่สุข ) ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัส เป็นปัจจัย ว่าไม่เที่ยง

       ( ในกรณีแห่ง โสตะ ( หู ) ฆานะ ( จมูก ) ชิวหา ( ลิ้น ) กายะ ( กาย ) และมนะ ( ใจ ) ก็ได้ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น )

       ภิกษุทั้งหลาย!  นี้แลคือ ปฏิปทา เป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั้น 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง มรรควิธีที่ง่าย  /  หัวข้อใหญ่ : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุ “นิพพาน”  /  หัวข้อย่อย : ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 12  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/167/232.  /  หน้าที่ : 54 , 55  

- END -