Showing posts with label หมวด-2-ปฐมธรรม. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ปฐมธรรม. Show all posts

Sunday, May 2, 2021

ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 3 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 3 ) 

       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังทำ พีชคามและภูตคามให้กำเริบ คืออะไรบ้าง ?

       คือพืชที่เกิดแต่ราก พืชที่เกิดแต่ต้น พืชที่เกิดแต่ผล พืชที่เกิดแต่ยอด และพืชที่เกิดแต่เมล็ดเป็นที่ 5

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการทำพีชคามและภูตคาม เห็นปานนั้น ให้กำเริบแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ทำการบริโภคสะสมอยู่เนืองๆ คืออะไรบ้าง?

       คือสะสมข้าวบ้าง สะสมน้ำดื่มบ้าง สะสมผ้าบ้าง สะสมยานพาหนะบ้าง สะสมเครื่องนอนบ้าง สะสมของหอมบ้าง สะสมอามิสบ้าง
 
       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการบริโภคสะสม  เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ดูการละเล่นกันอยู่เนืองๆ คืออะไรบ้าง ?

       คือดูฟ้อน ฟังขับ ฟังประโคม ดูไม้ลอย ฟังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ ฟังตีฆ้อง ฟังตีระนาด ดูหุ่นยนต์ ฟังเพลงขอทาน ฟังแคน ดูเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย ดูเขารบกัน ดูเขาตรวจพล ดูเขาตั้งกระบวนทัพ ดูกองทัพที่จัดไว้

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการดูการเล่นเห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง ?

       คือทายลักษณะในร่างกายบ้าง ทายนิมิตลางดีลางร้ายบ้าง ทายอุปปาตะ คือของตกบ้าง ทำนายฝัน ทายชะตา ทายผ้าหนูกัด

       ทำพิธีโหมเพลิง ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดโปรยแกลบ ทำพิธีซัดโปรยร ทำพิธีซัดโปรยข้าวสาร ทำพิธีจองเปรียง ทำพิธีจุดไฟบูชา ทำพิธีเสกเป่า ทำพิธีพลีด้วยโลหิตบ้าง

       เป็นหมอดูอวัยวะร่างกาย หมอดูภูมิที่ตั้งบ้านเรือน ดูลักษณะไร่นา

       เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอทำยันต์กันบ้านเรือน หมองู หมอดับพิษ หมอแมลงป่อง หมอหนูกัด หมอทายเสียงนก เสียงกา หมอทายอายุ หมอกันลูกศร หมอดูรอยสัตว์

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิดเพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง?

       คือทำนายจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส

       ทำนายดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์ ว่าจักเดินในทางบ้าง นอกทางบ้าง

       ทำนายว่าจักมีอุกกาบาต ฮูมเพลิง แผ่นดินไหว ฟ้าร้องบ้าง

       ทำนายการขึ้น การตก การหมอง การแผ้วของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาว จะมีผลเป็นอย่างนั้นๆ ดังนี้บ้าง

       ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง ?

       คือ ทำนายว่าจักมีฝนดีบ้าง จักมีฝนแล้งบ้าง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความสบาย จักมีความทุกข์ จักมีโรค จักไม่มีโรคบ้าง

       ทำนายการนับคะแนน คิดเลข ประมวล

       แต่งกาพย์กลอน สอนตำราว่าด้วยทางโลก ดังนี้บ้าง

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง ?

       คือ ดูฤกษ์อาวาหะ ดูฤกษ์วิวาหะ ดูฤกษ์ทำการผูกมิตร ดูฤกษ์ทำการแตกร้าว

       ดูฤกษ์ทำการเก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ทำการจ่ายทรัพย์

       ดูโชคดีโชคร้ายบ้าง ให้ยาบำรุงครรภ์บ้าง

       ร่ายมนต์ผูกยึด ปิดอุดบ้าง ร่ายมนต์สลัด ร่ายมนต์กั้นเสียง

       เป็นหมอเชิญผีถามบ้าง เชิญเจ้าเข้าหญิงถามบ้าง ถามเทวดาบ้าง

       ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงมหาพรหม

       ร่ายมนต์พ่นไฟ ร่ายมนต์เรียกขวัญให้บ้าง

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังสำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คืออะไรบ้าง ?

       คือ บนขอลาภผลต่อเทวดา

       ทำการบวงสรวงแก้บน สอนมนต์กันผีกันบ้านเรือน

       ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย

       ทำพิธีปลูกเรือน ทำการบวงสรวงในที่ปลูกเรือน

       พ่นน้ำมนต์ บูชาเพลิงให้บ้าง ประกอบยาสำรอกให้บ้าง ประกอบยาประจุ ประกอบยาถ่ายโทษข้างบน ประกอบยาแก้ปวดศีรษะ

       หุงน้ำมันหยอดหู ทำยาหยอดตา ประกอบยานัตถุ์ ประกอบยาทำให้กัด ประกอบยาทำให้สมาน

       เป็นหมอป้ายยาตา เป็นหมอผ่าบาดแผล เป็นหมอกุมาร หมอพอกยาแก้ยาให้บ้าง

       ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตผิด เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสียแล้ว

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะภิกษุผู้มีศีล  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 3 )  /  หัวข้อเลขที่ : 124  /  -บาลี สี. ที. 9/85/104.  /  หน้าที่ : 324 , 325 , 326 , 327 , 328 , 329 

- END -

ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 2 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 2 )

       มหาราชะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

       เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากการฉันในราตรีและวิกาล 

       เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคมและการดูการเล่นชนิดเป็นข้าศึกแก่กุศล

       เป็นผู้เว้นขาดจากการประดับประดา คือทัดทรงตกแต่งด้วยมาลาและของหอมและเครื่องลูบทา

       เป็นผู้เว้นขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเงินและทอง

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับข้าวเปลือก

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับหญิงและเด็กหญิง

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ทั้งผู้และเมีย

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับที่นาและที่สวน

       เป็นผู้เว้นขาดจากการรับใช้เป็นทูตไปในที่ต่างๆ 

       เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อและการขาย

       เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การลวงด้วยของปลอมและการฉ้อด้วยเครื่องนับ 

       เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยการนับสินบนและล่อลวง 

       เป็นผู้เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้นและการกรรโชก

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะภิกษุผู้มีศีล  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 2 )  /  หัวข้อเลขที่ : 123  /  -บาลี สี. ที. 9/84/103.  /  หน้าที่ : 322 , 323 

- END -


ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 1 )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 1 )

       มหาราชะ !

       ภิกษุเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว เป็นอย่างไรเล่า ?

       มหาราชะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละปาณาติบาต

       เว้นขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว

       มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       เป็นผู้ละอทินนาทาน

       เว้นขาดจากอทินนาทาน  ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้

       เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมยอยู่

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       เป็นผู้ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ

       ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็นของชาวบ้าน

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       เป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท

       พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด

       ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อให้ฝ่ายนี้แตกร้าวกัน

       หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่นำมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อให้ฝ่ายโน้นแตกร้าวกัน

       แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน

       อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น

       เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง

       เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง

       เป็นคนพอใจในการพร้อมเพรียง

       กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 


       เป็นผู้ละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ

       กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก

       เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน

       เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


       เป็นผู้ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย

       เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ

       กล่าวแต่ในเวลาอันสมควร

       กล่าวแต่คำจริงเป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย

       กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา

       แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะภิกษุผู้มีศีล  /  หัวข้อย่อย : ลักษณะของภิกษุผู้มีศีล ( นัยที่ 1 )  /  หัวข้อเลขที่ : 122  /  -บาลี สี. ที. 9/83/103.  /  หน้าที่ : 319 , 320 , 321 

- END -

ผู้ชี้ชวนวิงวอน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผู้ชี้ชวนวิงวอน 

       ยํ ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ

       หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย

       กตํ โว ตํ มยา

       ภิกษุทั้งหลาย!  กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย

       กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย


       เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ

       เอตานิ สุญฺญาคารานิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  นั่น โคนไม้ทั้งหลาย นั่นเรือนว่างทั้งหลาย  


       ฌายถ ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ

       ภิกษุทั้งหลาย!  พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส อย่าได้ประมาท 


       มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ

       พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย


       อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี

       นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะภิกษุผู้มีศีล  /  หัวข้อย่อย : ผู้ชี้ชวนวิงวอน  /  หัวข้อเลขที่ : 121  /  -บาลี สฬา. สํ. 18/441/674.  /  หน้าที่ : 318 

- END -


ความรู้สึกภายในใจ เมื่อละตัณหา ( ความอยาก ) ได้

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความรู้สึกภายในใจ เมื่อละตัณหา ( ความอยาก ) ได้  

       เราเมื่อยังค้นไม่พบแสงสว่าง มัวเสาะหานายช่างปลูกเรือน ( คือตัณหา ผู้ก่อสร้างเรือนคืออัตตภาพ ) อยู่

       ได้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ กล่าวคือ ความเกิดแล้ว เกิดอีกเป็นอเนกชาติ

       ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปทุกชาติ

       แน่ะ นายช่างผู้ปลูกสร้างเรือน ! 

       เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจักสร้างเรือนให้เราต่อไปอีกไม่ได้

       โครงเรือน ( คือกิเลสที่เหลือเป็นเชื้อเกิดใหม่ ) ของเจ้า เราหักเสียยับเยินหมดแล้ว

       ยอดเรือน ( คืออวิชชา ) เราขยี้เสียแล้ว

       จิตของเรา ถึงความเป็นธรรมชาติ ที่อารมณ์จะยุแหย่ ยั่วเย้าไม่ได้เสียแล้ว

       มันได้ลุถึงความหมดอยากทุกอย่าง

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ความรู้สึกภายในใจ เมื่อละตัณหา ( ความอยาก ) ได้  /  หัวข้อเลขที่ : 120  /  -บาลี ธ. ขุ. 25/35/21.  /  หน้าที่ : 315 

- END -



หมดความพอใจ ก็สิ้นทุกข์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง หมดความพอใจ ก็สิ้นทุกข์ 

       นะติยา อะสะติ อาคะติคะติ นะ โหติ

       เมื่อความน้อมไป ไม่มี การมาและการไป ย่อมไม่มี


       อาคะติคะติยา อะสะติ จุตูปะปาโต นะ โหติ

       เมื่อการมาและการไป ไม่มี การเคลื่อนและการเกิดขึ้น ย่อมไม่มี


       จุตูปะปาเต อะสะติ เนวิธะ นะ หุรัง นะ อุภะยะมันตะเร

       เมื่อการเคลื่อนและการเกิดขึ้น ไม่มี  อะไรๆ ก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง 


       เอเสวันโต ทุกขัสสะ

       นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : หมดความพอใจ ก็สิ้นทุกข์  /  หัวข้อเลขที่ : 119  /  -บาลี อุ. ขุ. 25/208/161.  /  หน้าที่ : 314  

- END -

หลักการพิจารณาอาหาร

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง หลักการพิจารณาอาหาร 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็กพฬีการาหาร ( อาหารคือคำข้าว ) จะพึงเห็นได้อย่างไร ? 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนภรรยาสามีสองคน ถือเอาเสบียงสำหรับเดินทางเล็กน้อย เดินไปสู่หนทางอันกันดาร

       สองสามีภรรยานั้น มีบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูอยู่คนหนึ่ง

       เมื่อขณะเขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางอันกันดารอยู่นั้น เสบียงสำหรับเดินทางที่เขามีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป หนทางอันกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองนั้น ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนั้นไปได้ ครั้งนั้นแล สองภรรยาสามีนั้นได้มาคิดกันว่า

       “เสบียงสำหรับเดินทางของเราทั้งสองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ ได้หมดสิ้นลงแล้ว หนทางอันกันดารนี้ยังเหลืออยู่ ทั้งเราก็ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนี้ไปได้ อย่ากระนั้นเลย เราทั้งสองคนพึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนี้เสียแล้วทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนี้แหละ  เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นี้กันเถิด เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ พวกเราทั้งสามคนจะต้องพากันพินาศหมดแน่”  ดังนี้

       ครั้งนั้นแล ภรรยาสามีทั้งสองนั้น จึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนั้น แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นเทียว เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น

       สองภรรยาสามีนั้น บริโภคเนื้อบุตรไปพลางพร้อมกับค่อนอกไปพลาง รำพันว่า

       “บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย” ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ?

       สองภรรยาสามีนั้นจะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้าง เพื่อความมัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตกแต่ง ( ร่างกาย ) บ้าง หรือหนอ ?

       ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !”

       แล้วตรัส ต่อไปว่า

       “ถ้าอย่างนั้นสองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อ ( อาศัย ) เดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้นใช่ไหม ?”

       “ใช่ พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้มีอุปมาฉันใด เราย่อมกล่าวว่า กพฬีการาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น ( ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร ) ฉันนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อกพฬีการาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว

       ราคะ ( ความกำหนัด ) ที่มีกามคุณทั้ง 5 เป็นแดนเกิด

       ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย 

       เมื่อราคะที่มีกามคุณทั้ง 5 เป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว

       สังโยชน์ชนิดที่อริยสาวกประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีก ย่อมไม่มี

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : หลักการพิจารณาอาหาร  /  หัวข้อเลขที่ : 6  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/118/240.  /  หน้าที่ : 311 , 312 , 313 

- END -

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร 

      ภิกษุทั้งหลาย!  

       ถ้าไม่มีราคะ ( ความกำหนัด ) 

       ไม่มีนันทิ ( ความเพลิน ) 

       ไม่มีตัณหา ( ความอยาก )

       ในกพฬี-การาหาร ( อาหารคือคำข้าว ) แล้วไซร้

       วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น 

       วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น

       การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น

       ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น

       การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น

       ชาติชรามรณะ ต่อไป ไม่มีในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย!  เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้...


       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือศาลาเรือนยอดที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หรือใต้ก็ตาม

       เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก

       ครั้นพระอาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ส่องเข้าไปทางหน้าต่างแล้ว จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั้นเล่า ? 

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ จักปรากฏที่ฝาเรือนข้างในทางทิศตะวันตก พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏอยู่ ณ ที่ไหน ?

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหน ?

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ จักปรากฏในน้ำ พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ถ้าน้ำ ไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหนอีก ?

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้ว พระเจ้าข้า !”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ฉันใดก็ฉันนั้นแล

       ถ้าไม่มีราคะ ( ความกำหนัด )

       ไม่มีนันทิ ( ความเพลิน ) 

       ไม่มีตัณหา ( ความอยาก ) ในกพฬีการาหารแล้วไซร้

       วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในกพฬีการาหารนั้น

       วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น

       การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น

       ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปย่อมไม่มี ในที่นั้น

       การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด ชาติ ชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น

       ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย!  เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้... 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร  /  หัวข้อเลขที่ : 117  /  -บาลี นิทาน. สํ. 16/124-125/248-249.  /  หน้าที่ : 308 , 309 , 310 
 
- END -

สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง

      “สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง

       เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด

       มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ 

       ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ

       ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้

       ใน “สิ่ง” นั้นแหละ

       นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ

       นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง  /  หัวข้อเลขที่ : 113  /  -บาลี สี. ที. 9/289/348-350.  /  หน้าที่ : 303 

- END -



ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ( พระโสดาบัน )

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ( พระโสดาบัน )

       ภิกษุทั้งหลาย!  

       ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ 6  ประการ เหล่านี้มีอยู่

       6 ประการเหล่าไหนเล่า ? 6 ประการ คือ

       ( 1 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตมารดา

       ( 2 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตบิดา 

       ( 3 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ 

       ( 4 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงคิดประทุษร้ายตถาคต แม้เพียงทำโลหิตให้ห้อ

       ( 5 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงทำสงฆ์ให้แตกกัน

       ( 6 ) เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงถือศาสดาอื่น ( นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า )


       ภิกษุทั้งหลาย! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ 6 ประการ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ( พระโสดาบัน )  /  หัวข้อเลขที่ : 109  /  -บาลี ฉกฺก. อํ. 22/488/365.  /  หน้าที่ : 291 , 292 

- END -

ธัมมานุสารี

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ธัมมานุสารี 


       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 6 อย่างเหล่านี้ ทนต่อการเพ่งโดยประมาณอันยิ่งแห่งปัญญาของบุคคลใด

       ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลนี้ เราเรียกว่า ธัมมานุสารี

       หยั่งลงสู่ สัมมัตตนิยาม ( ระบบแห่งความถูกต้อง )

       หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ ( ภูมิแห่งสัตบุรุษ )

       ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ

       ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้วจะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย

       และไม่ควรที่จะทำกาละ ( ตาย ) ก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ธัมมานุสารี  /  หัวข้อเลขที่ : 108  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/278/469.  /  หน้าที่ : 289  

- END -

สัทธานุสารี

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สัทธานุสารี 


      ภิกษุทั้งหลาย!  ตา.. หู.. จมูก.. ลิ้น.. กาย.. ใจ เป็น สิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยน เป็นอย่างอื่นเป็นปกติ

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไปในธรรม 6 อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้

       บุคคลนี้ เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี

       หยั่งลงสู่ สัมมัตตนิยาม ( ระบบแห่งความถูกต้อง )

       หยั่งลงสู่ สัปปุริสภูมิ ( ภูมิแห่งสัตบุรุษ )

       ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ

       ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้วจะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย 

       และไม่ควรที่จะทำกาละ ( ตาย ) ก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : สัทธานุสารี  /  หัวข้อเลขที่ : 107  /  -บาลี ขนฺธ สํ. 17/278/469.  /  หน้าที่ : 288 

- END -

ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

       ภิกษุทั้งหลาย!  แม้พระเจ้าจักรพรรดิ ได้ครองความเป็นใหญ่ยิ่งแห่งทวีปทั้ง 4

       เบื้องหน้าจากการตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย อาจได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายอยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถูกแวดล้อมอยู่
ด้วยหมู่นางอัปษร ในสวนนันทวัน ท้าวเธอเป็นผู้เอิบอิ่ม เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้ง 5 อันเป็นของทิพย์อย่างนี้ก็ตาม

       แต่กระนั้น ท้าวเธอก็ยังรอดพ้นไปไม่ได้ จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต

       ภิกษุทั้งหลาย!  ส่วนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้

       แม้เป็นผู้ยังอัตตภาพให้พอเป็นไปด้วยคำข้าวที่ได้มาจากบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตนเอง พันกายด้วยการนุ่งห่มผ้าปอนๆ ไม่มีชาย

       หากแต่ว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยธรรม 4 ประการ

       เธอก็ยังสามารถ รอดพ้นเสียได้จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต 

       ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 4 ประการนั้นเป็นไฉน ?  

       4 ประการคือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้

       เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในองค์พระพุทธเจ้า... ในองค์พระธรรม... ในองค์พระสงฆ์...

       เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยศีลทั้งหลาย ชนิดเป็นที่พอใจเหล่าอริยเจ้า อันเป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย... ดังนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  ระหว่างการได้ทวีปทั้ง 4 กับการได้ธรรม 4 ประการนี้นั้น การได้ทวีปทั้ง 4 มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของการได้ธรรม 4 ประการนี้ เลย 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  /  หัวข้อเลขที่ : 106  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/428-429/1411-1413.  /  หน้าที่ : 286 , 287  

- END -

ความเพลิน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความเพลิน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ 

      ความเพลินใดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

       ความเพลินนั้น เป็นอุปาทาน

       เพราะอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ

       เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ 

       เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม

       ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : ความเพลิน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  /  หัวข้อเลขที่ : 105  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/18/28.  /  หน้าที่ : 285 

- END -

สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นกรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นกรรม 

       ภิกษุทั้งหลาย!  มรรคใด ปฏิปทาใด เป็นไปเพื่อความสิ้นแห่งตัณหา พวกเธอจงเจริญซึ่งมรรคนั้น ปฏิปทานั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  มรรคนั้น ปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

       นั้นคือ โพชฌงค์ 7 กล่าวคือ

       สติสัมโพชฌงค์

       ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

       วิริยะสัมโพชฌงค์ 

       ปีติสัมโพชฌงค์

       ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

       สมาธิสัมโพชฌงค์

       อุเบกขาสัมโพชฌงค์

       เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอุทายิทูลถามว่า

       "เจริญโพชฌงค์เจ็ดนั้น ด้วยวิธีอย่างไร ?"

       ตรัสว่า

       อุทายิ ! ภิกษุในกรณีนี้

       เจริญสติสัมโพชฌงค์ ... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์... วิริยะสัมโพชฌงค์... ปีติสัม โพชฌงค์... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์... สมาธิสัมโพชฌงค์... อุเบกขาสัมโพชฌงค์

       ชนิดที่ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ( การปล่อย การวาง )

       เป็น โพชฌงค์อันไพบูลย์ ถึงซึ่งคุณอันใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีความลำบาก 

       เมื่อเจริญสติสัมโพชฌงค์ ( เป็นต้น ) อย่างนี้อยู่

       ตัณหาย่อมละไป

       เพราะตัณหาละไป กรรมก็ละไป

       เพราะกรรมละไป ทุกข์ก็ละไป

       อุทายิ !

       ด้วยอาการอย่างนี้แล

       ความสิ้นกรรมย่อมมี เพราะความสิ้นตัณหา

       ความสิ้นทุกข์ย่อมมี เพราะความสิ้นกรรม

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : นิพพานและการพ้นทุกข์  /  หัวข้อย่อย : สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นกรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 102  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/123-124/449-454.  /  หน้าที่ : 280 , 281  

- END -

พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา”

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา” 

       อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า

       “ธรรมวินัยของพวกเรา มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้

       อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น

       อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย

       ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

       ภิกษุทั้งหลาย!  บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า

       สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

       พวกเธอทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ดังนี้

       นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : การปรินิพพานของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : พินัยกรรม ของ “พระสังฆบิดา”  /  หัวข้อเลขที่ : 97  /  -บาลี มหา. ที. 10/178/141. , -บาลี มหา. ที. 10/180/143.  /  หน้าที่ : 267

- END -

Saturday, May 1, 2021

เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน 

       สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ว่า

       ชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย ก็ยังคงประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น

       เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว มีอายุ 80 ปี 90 ปีหรือ 100 ปี จากการเกิด

       เมื่อนั้น เขาย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้นจากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว 

       สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น เรานี้แล ในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว วัยของเรานับได้ 80 ปี ...ฯลฯ...

       สารีบุตร !

       ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้แปรปรวน 

       บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้แปรปรวน 

       ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต ก็มิได้แปรปรวน ...ฯลฯ... 

       สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลายจักนำเราไปด้วยเตียงน้อย ( สำหรับหามคนทุพพลภาพ ) ความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแห่งปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวของตถาคต ก็มิได้มี

       สารีบุตร ! ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า

       “สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดา

       บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

       ดังนี้แล้ว ผู้นั้นพึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น

       ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่ พลางกล่าวถ้อยคำนี้ ว่า

       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้น่าอัศจรรย์ ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนแต่ก่อน และพระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีพระองค์ค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งพระจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ”

       อานนท์ ! นั่น ต้องเป็นอย่างนั้น คือ

       ความชรามี ( ซ่อน ) อยู่ในความหนุ่ม 

       ความเจ็บไข้มี ( ซ่อน ) อยู่ในความไม่มีโรค 

       ความตายมี ( ซ่อน ) อยู่ในชีวิต

       ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว และกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลายก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย
ดังนี้

       พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความนี้ ( เป็นคำกาพย์กลอน ) อีกว่า

       โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !

       อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !

       กายที่น่าพอใจ บัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว

       แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี 

       ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

       ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใครๆ

       มันย่ำยีหมดทุกคน

       อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้

       ( พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์ ทรงปฏิเสธ )

       อานนท์ ! อย่าเลย อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว

       ( พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจนครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน ตรัสว่าเป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว แล้วทรงจาระไนสถานที่ 16 แห่งที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว ) 

       อานนท์ ! ในที่นั้นๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม

       อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือว่าสัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น สัตว์จะได้ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า

       ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ดังนี้

       ย่อมไม่เป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้

       สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน

       ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า

       เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้วทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ

       ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด

       ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น

       วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจักละพวกเธอไป

       สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย !  พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วจักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : การปรินิพพานของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน  /  หัวข้อเลขที่ : 93  /  -บาลี มู. ม. 12/163/192. , -บาลี มหาวาร. สํ 19/287/963. , -บาลี มหา. ที. 10/141/108.  /  หน้าที่ : 256 , 257 , 258 , 259 , 260 

- END -


เหตุผลที่ต้องรับฟังเฉพาะคำตรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เหตุผลที่ต้องรับฟังเฉพาะคำตรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงกำชับให้ศึกษาปฏิบัติเฉพาะจากคำของพระองค์เท่านั้น อย่าฟังคนอื่น

       ภิกษุทั้งหลาย!  พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้

       สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก

       เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

       เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

       จึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ?” ดังนี้

       ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้

       ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้

       ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัยเธอก็บรรเทาลงได้ 


       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่าบริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคลภายนอกเหล่าอื่นไม่ ( ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา ) จัดเป็นบริษัทที่เลิศ แล



หากไม่สนใจคำตถาคต จะทำให้เกิดความอันตรธานของคำตถาคต เปรียบด้วยกลองศึก

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่า อานกะ มีอยู่

       เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น ( ทุกคราวไป )

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

       เมื่อมีผู้นำ สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

       ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

       ภิกษุทั้งหลาย!  ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล



พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกถ้อยคำ จึงไม่ผิดพลาด 

       อัคคิเวสนะ !

       เรานั้นหรือ จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ

       ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้

       ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีจิตเป็นเอก

       ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำดังนี้ 



คำพูดที่ตรัสมาทั้งหมดนับแต่วันตรัสรู้นั้น สอดรับไม่ขัดแย้งกัน 

       ภิกษุทั้งหลาย!  

       นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

       จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ 

       ตลอดเวลาระหว่างนั้น

       ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด

       ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น

       ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย
 


แต่ละคำพูดเป็นอกาลิโก คือ ถูกต้องตรงจริง ไม่จำกัดกาลเวลา 

       ภิกษุทั้งหลาย!  

       พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ 

       อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ( สนฺทิฏฐิโก )

       เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล ( อกาลิโก )

       เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ( เอหิปสฺสิโก )

       ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ( โอปนยิโก )

       อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน ( ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ )



ทรงให้ใช้ธรรมวินัยที่ตรัสแล้วเป็นศาสดาแทนต่อไป

       อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า 

       “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้

       อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น

       อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย

       ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

       อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี

       ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ

       ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

       มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ

       ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

       เป็นอยู่ 

       อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด แล



ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้

       ภิกษุทั้งหลาย!  

       ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ

       จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว

       จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

       ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : ความสำคัญของคำพระผู้มีพระภาคเจ้า  /  หัวข้อย่อย : เหตุผลที่ต้องรับฟังเฉพาะคำตรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้า  /  หัวข้อเลขที่ : 91  /  -บาลี ทุก. อํ. 20/92/292. , -บาลี นิทาน. สํ. 16/311/672-3. , -บาลี มู. ม. 12/460/430. , -บาลี อิติวุ. ขุ. 25/321/293. , -บาลี มู. ม. 12/485/451. , -บาลี มหา. ที. 10/178/141. , -บาลี มหาวาร. สํ. 19/217/740. , -บาลี สตฺตก. อํ. 23/21/21.  /  หน้าที่ : 243 , 244 , 245 , 246 , 247 , 248 , 249 , 250 , 251

- END -


จงเป็นผู้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง จงเป็นผู้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ

       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ อยู่อย่างมีสัมปชัญญะ นี้เป็น อนุสาสนี ของเราแก่พวกเธอทั้งหลาย

       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในกรณีนี้

       เป็นผู้เห็น กายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌา และโทมนัส ในโลก

       เป็นผู้เห็น เวทนาในเวทนา อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌา และโทมนัส ในโลก 

       เป็นผู้เห็น จิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌา และโทมนัส ในโลก

       เป็นผู้เห็น ธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ  มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌา และโทมนัส ในโลก

       ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ 


       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า ?

       ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

       ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ


       ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุ พึงเป็นผู้มีสติ อยู่อย่างมีสัมปชัญญะ นี้เป็น อนุสาสนี ของเราแก่พวกเธอทั้งหลาย   
* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : การทำสมาธิและอานิสงส์ของการทำสมาธิ  /  หัวข้อย่อย : จงเป็นผู้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ  /  หัวข้อเลขที่ : 90  /  -บาลี มหา. ที. 10/112/90.  /  หน้าที่ : 238 , 239  

- END -


ผลของการกระทำที่ทำได้เหมาะสมกับเวลา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ผลของการกระทำที่ทำได้เหมาะสมกับเวลา

      ภิกษุทั้งหลาย!  กาล 4 ประการนี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ

       กาล 4 ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ

       1.การฟังธรรมตามกาล ( กาเลน ธมฺมสฺสวนํ )

       2.การสนทนาธรรมตามกาล ( กาเลน ธมฺมสากจฺฉา )

       3.การทำสมถะตามกาล ( กาเลน สมโถ ) 

       4.การทำวิปัสสนาตามกาล ( กาเลน วิปสฺสนา )  

       ภิกษุทั้งหลาย!  กาล 4 ประการนี้แล อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบ ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ

       ภิกษุทั้งหลาย!  เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกบนภูเขา น้ำไหลไปตามที่ลุ่ม

       ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม

       ซอกเขา ลำธารและห้วยเต็มแล้ว ย่อมยังบึงน้อยให้เต็ม

       บึงน้อยเต็มแล้ว ย่อมยังบึงใหญ่ให้เต็ม

       บึงใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม

       แม่น้ำน้อยเต็มแล้ว ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม

       แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็ม

       แม้ฉันใด 

       กาล 4 ประการนี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ ให้เป็นไปโดยชอบ  ย่อมให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ปฐมธรรม  /  หัวข้อใหญ่ : การทำสมาธิและอานิสงส์ของการทำสมาธิ  /  หัวข้อย่อย : ผลของการกระทำที่ทำได้เหมาะสมกับเวลา  /  หัวข้อเลขที่ : 89  /  -บาลี จตุกฺก. อํ. 21/188/147.  /  หน้าที่ : 237  

- END -