Showing posts with label หมวด-2-ตถาคต. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ตถาคต. Show all posts

Wednesday, March 24, 2021

เคยบังเกิดเป็นช่างทำรถ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นช่างทำรถ 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาทรงพระนามว่าปเจตนะ ครั้งนั้น พระเจ้าปเจตนะได้รับสั่งกะนายช่างรถว่า “นายช่างรถผู้สหาย! แต่นี้ไปอีก 6 เดือน เราจักทำสงคราม ท่านสามารถจะทำล้อรถคู่ใหม่ให้เราได้ไหม ?” 

       นายช่างรถได้กราบทูลรับรองต่อพระเจ้าปเจตนะว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์สามารถจะทำถวายได้ พระเจ้าข้า!”

       ครั้งนั้นแล นายช่างรถได้ทำล้อสำเร็จข้างหนึ่งโดยใช้เวลา 6 เดือน หย่อน 6 ราตรี

       ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเจตนะตรัสเรียกนายช่างรถมาถามว่า “นายช่างรถผู้สหาย! แต่นี้ไปอีก 6 วัน เราจักทำสงคราม ล้อรถคู่ใหม่สำเร็จแล้วหรือ ?”

       นายช่างรถกราบทูลว่า “ขอเดชะ โดย 6 เดือน หย่อนอยู่อีก 6 ราตรีนี้แล ล้อได้เสร็จไปแล้วข้างหนึ่ง พระเจ้าข้า!”

       พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า “นายช่างรถผู้สหาย! อีก 6 วันนี้ ท่านสามารถจะทำล้อข้างที่ 2 ให้เสร็จได้หรือไม่”

       นายช่างรถได้กราบทูลรับรองต่อพระเจ้าปเจตนะว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์สามารถจะทำให้เสร็จได้ พระเจ้าข้า!”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ครั้งนั้นแล นายช่างรถได้ทำล้อข้างที่ 2 เสร็จโดย 6 วัน แล้วนำเอาล้อคู่ใหม่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเจตนะถึงที่ประทับ กราบทูลว่า “ขอเดชะ ล้อคู่ใหม่ของพระองค์นี้สำเร็จแล้ว พระเจ้าข้า!”

       พระเจ้าปเจตนะรับสั่งถามว่า “นายช่างรถผู้สหาย! ล้อของท่านข้างที่เสร็จโดย 6 เดือน หย่อน 6 ราตรี กับอีกข้างหนึ่งเสร็จโดย 6 วันนี้ เหตุอะไรเป็นเครื่องทำให้แตกต่างกัน เราจะเห็นความแตกต่างของมันได้อย่างไร ?”

       นายช่างรถกราบทูลว่า “ขอเดชะ ความแตกต่างของมันมีอยู่ ขอพระองค์ จงทอดพระเนตรความแตกต่างกันของมันเถิด พระเจ้าข้า!”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ลำดับนั้นแล นายช่างรถยังล้อข้างที่เสร็จโดย 6 วัน ให้หมุนไป ล้อนั้น เมื่อนายช่างรถหมุนไป มันก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุนไป แล้วหมุนเวียนล้มลงบนพื้นดิน นายช่างรถได้ยังล้อข้างที่เสร็จโดย 6 เดือน หย่อนอยู่ 6 ราตรีให้หมุนไป ล้อนั้น เมื่อนายช่างรถหมุนไป มันก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุนไป แล้วได้ตั้งอยู่เหมือนอยู่ในเพลาฉะนั้น

       พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า “นายช่างรถผู้สหาย!  อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ล้อข้างที่เสร็จโดย 6 วันนี้ เมื่อถูกท่านหมุนไปแล้ว มันจึงหมุนไปเพียงเท่าที่ท่านหมุนไปได้ แล้วหมุนเวียนล้มลงบนพื้นดิน และก็อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ล้อข้างที่เสร็จโดย 6 เดือน หย่อนอยู่ 6 ราตรีนี้ เมื่อท่านหมุนไป มันจึงหมุนไปได้เท่าที่ท่านหมุนไป แล้วได้ตั้งอยู่เหมือนกับอยู่ในเพลาฉะนั้น”

       นายช่างรถกราบทูลว่า “ขอเดชะ กงก็ดี กำก็ดี ดุมก็ดี ของล้อข้างที่เสร็จแล้วโดย 6 วันนี้ มันคดโค้ง มีโทษ มีรสฝาด เพราะกงก็ดี กำก็ดี ดุมก็ดี คดโค้ง มีโทษ มีรสฝาด เพราะฉะนั้น เมื่อข้าพระองค์หมุนไป มันจึงหมุนไปได้เท่าที่ข้าพระองค์หมุนไป แล้วหมุนเวียนล้มบนพื้นดิน

       ขอเดชะ ส่วนกงก็ดี กำก็ดี ดุมก็ดี ของล้อข้างที่เสร็จโดย 6 เดือน หย่อนอยู่อีก 6 ราตรีนี้ ไม่คดโค้ง หมดโทษ ไม่มีรสฝาด เพราะฉะนั้น เมื่อข้าพระองค์หมุนไป มันจึงหมุนไปได้เท่าที่ข้าพระองค์หมุนไป แล้วได้ตั้งอยู่เหมือนกับอยู่ในเพลาฉะนั้น”

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็ท่านทั้งหลายจะพึงคิดอย่างนี้ว่า สมัยนั้น คนอื่นได้เป็นนายช่างรถ แต่ข้อนี้ไม่ควรเห็นดังนั้น สมัยนั้น เราได้เป็นนายช่างรถ ภิกษุทั้งหลาย! คราวนั้น เราเป็นคนฉลาดในความคดโค้งแห่งไม้ ในโทษแห่งไม้ ในรสฝาดแห่งไม้

       ภิกษุทั้งหลาย!  แต่บัดนี้เราเป็นอรหันตสัมมา สัมพุทธะ ฉลาดในความคดโกงแห่งกาย ในโทษแห่งกาย ในรสฝาดแห่งกาย ฉลาดในความคดโกงแห่งวาจา ในโทษแห่งวาจา ในรสฝาดแห่งวาจา ฉลาดในความคดโกงแห่งใจ ในโทษแห่งใจ ในรสฝาดแห่งใจ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ละความคดโกงแห่งกาย โทษแห่งกาย รสฝาดแห่งกาย ไม่ละความคดโกงแห่งวาจา โทษแห่งวาจา รสฝาดแห่งวาจา ไม่ละความคดโกงแห่งใจ โทษแห่งใจ รสฝาดแห่งใจ เขาได้พลัดตกไปจากธรรมวินัยนี้ เหมือนกับล้อข้างที่เสร็จโดย 6 วัน ฉะนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  ส่วนภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ละความคดโกงแห่งกาย โทษแห่งกาย รสฝาดแห่งกาย ละความคดโกงแห่งวาจา โทษแห่งวาจา รสฝาดแห่งวาจา ละความคดโกงแห่งใจ โทษแห่งใจ รสฝาดแห่งใจได้ เขาย่อมดำรงมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้ เหมือนกับล้อข้างที่เสร็จ โดย 6 เดือน หย่อนอยู่ 6 ราตรี ฉะนั้น

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละความคดโกงแห่งกาย โทษแห่งกาย รสฝาดแห่งกาย จักละความคดโกงแห่งวาจา โทษแห่งวาจา รสฝาดแห่งวาจา จักละความคดโกงแห่งใจ โทษแห่งใจ รสฝาดแห่งใจ

       ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นช่างทำรถ  /  หัวข้อเลขที่ : 158  /  -บาลี ติก. อํ. 20/140/458.  /  หน้าที่ : 387 , 388 , 389 , 390 , 391

- END -

เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อเวลามะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อเวลามะ 

      คหบดี!  เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชื่อเวลามะ พราหมณ์ผู้นั้นได้ให้ทานเป็นมหาทานอย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองเต็มด้วยรูปิยะ 84,000 ถาด ถาดรูปิยะเต็มด้วยทอง 84,000 ถาด ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน 84,000 ถาด ให้ช้าง 84,000 เชือก มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทองคลุมด้วยข่ายทอง ให้รถ 84,000 คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง ผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทอง ให้แม่โคนม 84,000 ตัว มีน้ำนมไหลสะดวก ใช้ภาชนะเงินรองน้ำนม ให้หญิงสาว 84,000 คน ประดับด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ 84,000 ที่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเครื่องลาดเพดาน มีหมอนข้างแดงทั้งสอง ให้ผ้า 84,000 โกฏิ เป็นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้าฝ้าย เนื้อละเอียด จะป่วยการกล่าวไปไยถึงข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของบริโภค เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่ให้ดุจไหลไปเหมือนแม่น้ำ 

       คหบดี!  ท่านพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า สมัยนั้น ผู้อื่นเป็นเวลามพราหมณ์ผู้ที่ให้ทานเป็นมหาทานนั้น

       คหบดี!  แต่ท่านไม่ควรเห็นอย่างนี้ สมัยนั้น เราเป็นเวลามพราหมณ์ เราได้ให้ทานนั้นเป็นมหาทาน ก็ในทานนั้น ไม่มีใครเป็นทักขิเณยยบุคคล ใครๆ ไม่ชำระทักขิณานั้นให้หมดจด

       คหบดี!  ทานที่บุคคลถวายให้ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ( โสดาบัน ) ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่เวลาม พราหมณ์ให้แล้ว

       ทานที่บุคคลถวายให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอนาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระสกทาคามี 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระอนาคามี 100 ท่านบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ 100 รูปบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 รูปบริโภค

       ทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลถวายให้พระ
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค

       การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง 4 มีผลมากกว่าทาน ที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค

       การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ อันมาจากทิศทั้ง 4

       การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ... จากการดื่มน้ำ เมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ

       การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่า การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ...

       และการที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่า การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อเวลามะ  /  หัวข้อเลขที่ : 157  /  -บาลี นวก. อํ. 23/405/224.  /  หน้าที่ : 383 , 384 , 385 , 386 

- END -

เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์ 

       พราหมณ์!  ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ ของพระเจ้ามหาวิชิตราช

       พราหมณ์!  เรื่องมีแล้วในกาลก่อน พระเจ้ามหาวิชิตราช เป็นราชาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก มีทองและเงินเหลือเฟือ มีอุปกรณ์ของทรัพย์เหลือเฟือ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเหลือเฟือ มียุ้งฉางเต็มล้น วันหนึ่ง ประทับอยู่ ณ ที่สงัด เกิดพระดำริว่า ‘เราได้เสวยมนุษยสมบัติอันวิบูล ครอบครองปฐพีมณฑลอันใหญ่ยิ่ง ถ้ากระไรเราควรบูชามหายัญญ์ อันจะเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เราสิ้นกาลนาน’  รับสั่งให้หาพราหมณ์ปุโรหิตมาบอกพระดำรินี้แล้ว ขอให้บอกสอนวิธีการบูชายัญญ์

       พราหมณ์!  ปุโรหิตได้ทูลสนองพระดำรัสนั้นว่า ‘แว่นแคว้นของพระองค์ยังมีเสี้ยนหนามหลักตอ การปล้นฆ่าในหมู่บ้านก็ยังปรากฏ การปล้นฆ่าในจังหวัดก็ยังปรากฏ การปล้นฆ่าในนครก็ยังปรากฏ การแย่งชิงตามระยะหนทางก็ยังปรากฏ และถ้าพระองค์จะให้เลิกเก็บส่วย ในขณะที่แว่นแคว้นเป็นไปด้วยเสี้ยนหนามหลักตอเช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่าทำ กิจไม่ควรทำ

       อีกประการหนึ่ง พระองค์อาจมีพระดำริว่า เราจักถอนหลักตอ คือ โจรผู้ร้ายเสียได้ด้วยการประหาร การจองจำ การริบ การประจาน หรือการเนรเทศ ดังนี้ ข้อนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการกำจัดได้ราบคาบด้วยดี เพราะผู้ที่ยังเหลือจากการถูกประหารก็ยังมี ชนพวกนี้จะเบียดเบียนชนบทของพระองค์ในภายหลัง

       แต่ว่ามีอุบายที่จะถอนหลักตอเหล่านั้นให้ราบคาบด้วยดีได้ คือ ชนเหล่าใดบากบั่นเลี้ยงโคเพื่อกสิกรรม พระองค์จงประทานพืชพันธุ์ข้าวแก่ชนเหล่านั้น ชนเหล่าใดบากบั่นในวาณิชยกรรม พระองค์จงประทานเงินเพิ่มให้ชนเหล่านั้น  ชนเหล่าใดเป็นข้าราชการ ขอพระองค์จงประทานเบี้ยเลี้ยงแก่ชนพวกนั้น มนุษย์เหล่านั้น ต่างจะขวนขวายในการงานของตน ไม่เบียนเบียนแว่นแคว้นของพระองค์ และพระคลังหลวงก็จะเพิ่มพูนมากมาย แว่นแคว้นจะตั้งอยู่ด้วยความเกษม ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ พวกมนุษย์จะร่าเริงบันเทิง นอนชูบุตรให้เต้นฟ้อนอยู่บนอก แม้จักไม่ปิดประตูเรือน ในเวลาค่ำ คืนก็เป็นอยู่ได้’…

       …พราหมณ์!  ครั้นชนบทนั้นสงบจากเสี้ยนหนามหลักตอแล้ว ปุโรหิตจึงกราบทูลวิธีแห่งมหายัญญ์ ( อันประกอบ
ด้วยบริกขารสิบหก คือ ได้รับความยินยอมเห็นพ้องจากกษัตริย์เมืองออกจากอมาตยบริษัท จากพราหมณ์มหาศาล และจากคหบดีมหาศาล นี้จัดเป็นบริกขาร 4 , พระเจ้ามหาวิชิตประกอบด้วยองคคุณ 8 มีพระชาติอันดี มีพระรูปสง่างามเป็นต้น นี้เป็นบริกขารอีก 8  ; และปุโรหิตประกอบด้วยองคคุณ 4 มีความเป็นผู้มีชาติบริสุทธิ์ และจบเวทเป็นต้น นี่เป็นบริกขารอีก 4 รวมเป็น 16 ;

       และกราบทูลประการสามแห่งยัญญ์ คือ ผู้บูชาต้องไม่เกิดวิปฏิสารด้วยความตระหนี่ ทั้งในขณะจะบูชา บูชาอยู่ และบูชาเสร็จแล้ว ; แล้วกราบทูลเหตุไม่ควรวิปฏิสาร เพราะปฏิคาหกผู้มารับทาน 10 จำพวก เช่นเป็นคนทำ ปาณาติบาต อทินนาทาน … เป็นต้น , เพื่อไม่ให้เกิดเสียพระทัยว่าคนเลวๆ มารับทาน ) …

       พราหมณ์!  ในการบูชายัญญ์นั้น โค แพะ แกะ ไก่ สุกร ไม่ได้ถูกฆ่า สัตว์อื่นๆ ก็ไม่ต้องได้รับความวิบัติพลัดพราก ต้นไม้ก็ไม่ถูกตัดมาเพื่อหลักยัญญ์ , เชื้อเพลิงก็ไม่ถูกเกี่ยวตัดมา เพื่อการเบียดเบียนสัตว์ใดให้ลำบาก พวกที่เป็นทาส เป็นคนใช้ และกรรมกร ก็ไม่ต้องถูกคุกคามด้วยอาชญา และความกลัว , ไม่ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้าพลางทำการงานพลาง ใครปรารถนาจะทำ ก็ทำ , ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องทำ , ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ทำเฉพาะสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ไม่ต้องทำสิ่งนั้น

       ยัญญ์นั้น สำเร็จไปแล้วด้วยเนยใส น้ำมัน เนยข้น นมส้ม น้ำ ผึ้ง น้ำ อ้อย. …

       พราหมณ์!  เรารู้ชัดเจนอยู่ ซึ่งหมู่ชนเหล่านั้นๆ ผู้บูชายัญญ์อย่างนี้แล้ว ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมบังเกิด ณ สุคติโลกสวรรค์

       พราหมณ์! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ของพระเจ้ามหาวิชิตราชนั้น

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นพราหมณ์ปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์  /  หัวข้อเลขที่ : 156  /  -บาลี สี. ที. 9/171/205.  /  หน้าที่ : 379 , 380 , 381 , 382 

- END -

เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามหาสุทัศน์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามหาสุทัศน์

      ในกาลใด, เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินในนครชื่อกุสาวดี มีนามว่า มหาสุทัศน์ผู้เป็นจักรพรรดิมีกำลังมาก  ในกาลนั้น เราจัดให้มีการป่าวร้องในที่ทั่วไป วันละสามครั้ง

       ‘ใครปรารถนาอะไร ใครประสงค์สิ่งใด ใครควรได้ทรัพย์เช่นไร , ใครหิว ใครกระวนกระวาย , ใครต้องการมาลา ใครต้องการเครื่องลูบทา ผ้าย้อมแล้วด้วยสีต่างๆ กัน ใครไร้ผ้าจงนุ่งห่ม ใครจะเดินทางจงเอาร่มไป , เอารองเท้างามๆ นิ่มๆ ไป’

       เราให้ป่าวร้องเช่นนี้ ทั้งเช้าและเย็นทุกๆ แห่ง ทรัพย์ที่เตรียมไว้สำหรับยาจก ไม่ใช่สิบแห่ง หรือร้อยแห่ง แต่ตั้งหลายร้อยแห่ง จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ถ้ายาจกมาเมื่อใด เป็นได้สิ่งของตามที่เขาปรารถนาเต็มมือกลับไปเสมอ เราให้ทานอันใหญ่หลวงเช่นนี้ จนตลอดชีวิต และใช่ว่าจะให้ทานด้วยทรัพย์ส่วนที่เราเกลียดไม่ชอบ ก็หาไม่ การสะสมทรัพย์จะมีในเราก็หาไม่

       ผู้ป่วยกระสับกระส่าย ใคร่จะพ้นไปจากโรค ให้ขวัญข้าวแก่หมอจนเป็นที่พอใจแล้ว ย่อมหายจากโรคได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น เรามุ่งแต่จะทำให้เต็มเปี่ยม , ให้ทานแก่ยาจก ก็เพื่อทำใจที่ยังพร่องอยู่ให้เต็ม , ไม่อาลัยทรัพย์ไม่เกาะเกี่ยวในทรัพย์ ก็เพื่อการลุถึงโดยลำดับ ซึ่งปัญญาอันเป็นเครื่องรู้พร้อม

       อานนท์!  ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ในสมัยโน้น’ อานนท์! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น , เรานี่เองเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์แล้วในสมัยนั้น นครจำนวน 84,000 มีราชธานีกุสาวดี เป็นประมุข เหล่านั้นของเรา ปราสาทจำนวน 84,000 มีปราสาทชื่อธรรมปราสาทเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา เรือนยอดจำนวน 84,000 มีเรือนยอดชื่อมหาวิยูหะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา บัลลังก์จำนวน 84,000 ทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำด้วยแก้วลาย ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด … เหล่านั้นเป็นของเรา. ช้างจำนวน 84,000 ประดับด้วยเครื่องทอง … มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา ม้าจำนวน 84,000 ประดับด้วยเครื่องทอง … มีพญาม้าตระกูลวลาหกเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา รถจำนวน 84,000 หุ้มบุด้วยหนังราชสีห์หนังเสือโคร่ง … มีเวชยันตรถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา มณี 84,000 มีแก้วมณีรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา หญิง 84,000 มีนางสุภัททาเทวีเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา  คหบดี 84,000 มีคหปติรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา กษัตริย์ 84,000 ผู้คอยแวดล้อมประดับเกียรติ มีปริณายกรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา โคนม 84,000 กำลังมีนมไหลรูดรองได้ เหล่านั้นเป็นของเรา ผ้า 84,000โกฏิ คือผ้าป่านอันละเอียดอ่อน ผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน … เหล่านั้นเป็นของเรา. ถาดตกแต่งอาหาร 84,000 อันคนเชิญเครื่องเชิญทั้งเช้าและเย็น เหล่านั้นเป็นของเรา

       ข้อความต่อไปจากนี้ มีการกล่าวระบุสิ่งเลิศเพียงสิ่งเดียว ตัวเดียว หลังเดียว นครเดียว … ถาดเดียว ที่ทรงบริโภคใช้สอยอยู่เป็นประจำ ในบรรดาแต่ละสิ่งซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนถึง 84,000 รายละเอียดมีอยู่มากเกินไปจึงไม่ยกมาใส่ไว้ในที่นี้ ตามตัวอักษรที่มีอยู่ - ผู้แปล ) 

       อานนท์!  จงดูเถิด , สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดได้ล่วงไปแล้ว ดับหายไปแล้ว แปรปรวนไปสิ้นแล้ว

       อานนท์! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง เช่นนี้เอง เป็นของไม่ยั่งยืน เช่นนี้เอง เป็นของไม่มีเจ้าของ อย่างนี้เอง

       อานนท์!  เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว , พอเพื่อจะหน่ายในสังขารทั้งหลาย , พอเพื่อคลายกำหนัด , พอเพื่อหลุดพ้น ดังนี้

       อานนท์! เรารู้ที่ที่เป็นหลุมฝังเรา , เขาฝังสรีระของเราไว้ ณ ที่นี้ , การทอดทิ้งร่างเหนือแผ่นดินครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 7 ของเรา ในชาติที่เป็นพระราชาชั้นจักรพรรดิ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามหาสุทัศน์  /  หัวข้อเลขที่ : 155  /  -บาลี มหา. ที. 10/225/185 , -บาลี จริยา. ขุ. 33/554/4.  /  หน้าที่ : 375 , 376 , 377 , 378  

- END -

เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามฆเทวะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามฆเทวะ 

       อานนท์!  ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหากที่เป็นพระเจ้ามฆเทวราชในสมัยโน้น’ อานนท์! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น , เรานี่เองได้เป็น พระเจ้ามฆเทวราชแล้วในสมัยนั้น …

       อานนท์!  เรื่องดึกดำบรรพ์ที่เมืองมิถิลานี้ มีพระราชานามว่า พระเจ้ามฆเทวะ เป็นธรรมราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ประพฤติราชธรรม ในพราหมณ์และคหบดี ทั้งในเมืองหลวงและชนบท , ย่อมเข้าอยู่อุโบสถในวันที่ 14 หรือ 15 และวันที่ 8 แห่งปักษ์ พระเจ้ามฆเทวะนั้น เรียกช่างกัลบกมาแล้วสั่งว่า ‘เพื่อน ! ท่านเห็นผมหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะเราเมื่อใดก็จงบอกเรานั้น’

       อานนท์!  ล่วงมานับด้วยปีเป็นอันมาก ช่างกัลบกนั้นได้เห็นผมหงอกแล้วกราบทูลให้ทรงทราบ พระเจ้ามฆเทวะ รับสั่งให้ถอนหงอกด้วยแหนบ แล้ววางใส่ฝ่าพระหัตถ์ให้ทอดพระเนตร ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระราชทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกนั้น รับสั่งให้หาพระราชบุตรองค์ใหญ่มาเฝ้า แล้วตรัสว่า ‘แน่ะพ่อกุมาร! เทวทูตปรากฏแก่เราแล้ว : หงอกเกิดบนศีรษะแล้ว กาม อันเป็นวิสัยของมนุษย์ เราได้บริโภคเสร็จแล้ว เดี๋ยวนี้ถึงสมัยอันควรเพื่อการแสวงกามอันเป็นทิพย์สืบไป มาเถอะ พ่อผู้กุมาร! เจ้าจงครองตำแหน่งพระราชานี้ ส่วนเราจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไป . อนึ่ง ถ้าเจ้าเห็นหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะของเจ้าเมื่อใด , เมื่อนั้นจงประทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบก แล้วชี้แจงมอบหมายตำแหน่งพระราชาแก่ราชบุตรองค์ใหญ่ให้ดี , แล้วจงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไปเถิด เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรอันนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว , เจ้าอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเรา กัลยาณวัตรอันนี้ ขาดตอนลงในยุคของผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย ผู้ประพฤติตามกัลยาณวัตรของเรา แน่ะพ่อผู้กุมาร! เราขอกล่าวถึงวัตรนั้นกะเจ้าในบัดนี้ อย่างนี้ว่า เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว ขอเจ้าจงอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเราเลย’

       อานนท์!  ครั้นพระเจ้ามฆเทวะ ประทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก มอบหมายรัชชสมบัติแก่พระราชบุตรองค์ใหญ่เป็นอย่างดีแล้ว ก็ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด บวชแล้วจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ในป่ามฆเทวัมพวันนี้เอง เธอผู้บวชแล้วนั้น แผ่ความรู้สึกด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ไปยังทิศ ที่ 1 , และทิศที่ 2  ที่ 3 ที่ 4 โดยอาการอย่างเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เป็นอันว่าเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอด หาที่เปรียบมิได้ ปราศจากเวรและพยาบาท แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบนเบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ

       เธอนั้น มีจิตประกอบด้วยกรุณา … มุทิตา … อุเบกขา … แผ่ไปทั่งโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ แล้วแลอยู่แล้ว. …เธอบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในป่ามฆเทวัมพวันนี้เอง

       ครั้นทำพรหมวิหารธรรมทั้ง 4 ให้เจริญแล้ว ก็เข้าถึงพรหมโลก ภายหลังจากการตาย เพราะการทำลายแห่งกาย…

       อานนท์!  เราแล ได้เป็นพระเจ้ามฆเทวะแล้วในสมัยนั้น อนุชนที่เกิดในภายหลัง ได้ประพฤติตามกัลยาณวัตร ที่เราตั้งไว้แล้ว แต่ว่า กัลยาณวัตรนั้นจะเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ก็หาไม่ ; เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น * * * ( 1 ) 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

* * * ( 1 ) สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กัลยาณวัตรในอีกรูปแบบหนึ่งได้จากหน้า 298 ของหนังสือเล่มนี้ - ผู้รวบรวม

       ( ผู้ทำเว็บ - ดูได้ที่หนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : การปรินิพพาน  /  หัวข้อย่อย : อย่าเป็นบุรุษคนสุดท้าย  /  หัวข้อเลขที่ : 122  /  -บาลี ม. ม. 13/427/463.  /  หน้าที่ : 298  ( ทำเป็นลิงก์เอาไว้ให้อ่านแล้วนะครับ คลิ๊กที่นี่ครับ ) 


* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามฆเทวะ  /  หัวข้อเลขที่ : 154  /  -บาลี ม. ม. 13/415/453.  /  หน้าที่ : 372 , 373 , 374  

- END -

เคยบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง เคยบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ

       ภิกษุทั้งหลาย!  แต่ชาติที่แล้วมาแต่อดีต ตถาคตได้เคยเจริญเมตตาภาวนาตลอด 7 ปี จึงไม่เคยมาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้ ตลอด 7 สังวัฏฏกัปป์ และวิวัฏฏกัปป์

       ในระหว่างกาลอันเป็นสังวัฏฏกัปป์นั้น เราได้บังเกิดในอาภัสสระ 

       ในระหว่างกาลอันเป็นวิวัฏฏกัปป์นั้น เราก็ได้อยู่พรหมวิมานอันว่างเปล่าแล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  ในกัปป์นั้น เราได้เคยเป็นพรหม ได้เคยเป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

       ภิกษุทั้งหลาย!  เราได้เคยเป็นสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดา นับได้ 36 ครั้ง. เราได้เคยเป็นราชาจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้ง 4 เป็นที่สุด เป็นผู้ชนะแล้วอย่างดี มีชนบทอันบริบูรณ์ประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ นับด้วยร้อยๆครั้ง  ทำไมจะต้องกล่าวถึง ความเป็นราชาตามธรรมดาด้วย

       ภิกษุทั้งหลาย !  ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ที่ทำให้เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ ในครั้งนั้นๆ

       ภิกษุทั้งหลาย !  ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรม 3 อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้  วิบากแห่งกรรม 3 อย่างในครั้งนั้น คือ ผลวิบากแห่ง ทาน การให้ 1 , แห่ง ทมะ การบีบบังคับใจ 1 , แห่ง สัญญมะ การสำรวมระวัง 1 , ดังนี้ 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : เคยบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ  /  หัวข้อเลขที่ : 153  /  -บาลี อิติวุ. ขุ. 25/240/200.  /  หน้าที่ : 370 , 371  

- END -

ตลอดสังสารวัฏเคยบูชายัญญ์ และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ตลอดสังสารวัฏเคยบูชายัญญ์ และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก 

       สารีบุตร !  สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำ มีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะการบูชายัญญ์

       สารีบุตร ! ก็ยัญญ์ที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้วแต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้างนั้น , หาได้ไม่ง่ายเลย

       สารีบุตร !  สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะการบำเรอไฟ"

       
สารีบุตร ! ก็ไฟที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้วแต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้างนั้น , หาได้ไม่ง่ายเลย 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : ตลอดสังสารวัฏเคยบูชายัญญ์ และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก  /  หัวข้อเลขที่ : 152  /  -บาลี มู. ม. 12/163/190.  /  หน้าที่ : 369  

- END -


ตลอดสังสารวัฎ ไม่เคยบังเกิดในชั้นสุทธาวาส

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ตลอดสังสารวัฎ ไม่เคยบังเกิดในชั้นสุทธาวาส 


      สารีบุตร !  สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำ มีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ” สารีบุตร! ก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย , เว้นเสียแต่ในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส

       สารีบุตร! ถ้าเราท่องเที่ยวไปในหมู่เทพเหล่าสุทธาวาส , ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย , ( ย่อมปรินิพพานในภพนั้น )

       สารีบุตร !  สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำ มีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะการอุบัติ ( บังเกิด )

       สารีบุตร! ก็การบังเกิดที่เราไม่เคยบังเกิดมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่การบังเกิดในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส 

       สารีบุตร! ถ้าเราบังเกิดในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส  ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย , ( ย่อมปรินิพพานในภพนั้น )

       สารีบุตร !  สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำ มีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะภพเป็นที่อยู่อาศัย”  สารีบุตร! ก็ภพที่เราไม่เคยอยู่อาศัยมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่การอยู่อาศัยในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส  สารีบุตร!  ถ้าเราอยู่อาศัยในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส , ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย , ( ย่อมปรินิพพานในภพนั้น ) 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : ตลอดสังสารวัฎ ไม่เคยบังเกิดในชั้นสุทธาวาส  /  หัวข้อเลขที่ : 151  /  -บาลี มู. ม. 12/162/187.  /  หน้าที่ : 367 , 368 

- END -

Tuesday, March 23, 2021

ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจจ์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจจ์

      ภิกษุทั้งหลาย !  เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจจ์ 4 อย่าง , เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยว ไปแล้วในสังสารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่ง อริยสัจจ์ 4 อย่างเหล่าไหนเล่า ? 4 อย่างคือ อริยสัจจ์คือทุกข์ , อริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์ , อริยสัจจ์คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ , อริยสัจจ์คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจจ์ 4 ประการ เหล่านี้แล , เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ ตลอดกาลยืด ยาวนานถึงเพียงนี้ … 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เรื่องที่ทรงตรัสเกี่ยวกับอดีตชาติของพระองค์  /  หัวข้อย่อย : ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจจ์  /  หัวข้อเลขที่ : 150  /  -บาลี มหาวาร. สํ. 19/541/1698.  /  หน้าที่ : 366  

- END -




ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน 

      ภิกษุทั้งหลาย!  แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน  ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา” , ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า นิพพานนั้น เป็นสิ่งที่ตถาคตกำหนดรู้ทั่วถึงแล้ว

       ภิกษุทั้งหลาย!  แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา” , ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน

       ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า? เรากล่าวว่า เพราะรู้ว่า ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ และเพราะมีภพ จึงมีชาติ , เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้วต้องมีแก่และตาย . เพราะเหตุนั้นตถาคตจึงตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ปราศไป ดับไป สละไป ไถ่ถอนไป โดยประการทั้งปวง ดังนี้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน  /  หัวข้อเลขที่ : 149  /  -บาลี มู. ม. 12/10/8-9.  /  หน้าที่ : 363 

- END -

ทรงต่างจากเทวดาและมนุษย์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงต่างจากเทวดาและมนุษย์

       ภิกษุทั้งหลาย!  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวน ความเสื่อมสลาย และความดับไปของรูป

       ภิกษุทั้งหลาย! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมีเสียง … , มีกลิ่น … , มีรส … , มีโผฏฐัพพะ … , มีธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวน ความเสื่อมสลาย และความดับไปของธรรมารมณ์

       ภิกษุทั้งหลาย!  ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมา สัมพุทธะ รู้แจ้งตามเป็นจริงซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษ คือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้ แห่งรูปทั้งหลายแล้ว ; ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงด้วยรูป

       ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความเสื่อมสลาย และความดับไปของรูป , ภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตรู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษ คือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งเสียงทั้งหลาย แห่งกลิ่นทั้งหลาย แห่งรสทั้งหลาย แห่งโผฏฐัพพะทั้งหลาย และแห่งธรรมารมณ์ทั้งหลายแล้ว ; ไม่เป็นผู้มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี ไม่ยินดี ไม่บันเทิง ด้วยเสียง เป็นต้น

       ภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความเสื่อมสลาย และความดับไป แห่งธรรมมีเสียงเป็นต้นนั้นๆ รูปทั้งหลาย เสียงทั้งหลาย กลิ่นทั้งหลาย รสทั้งหลาย ผัสสะทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าชอบใจ ยังเป็นสิ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่เพียงใด มนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก ก็ยังสมมติว่า “นั่นสุข” อยู่เพียงนั้น ถ้าเมื่อสิ่งเหล่านั้นแตกดับลงในที่ใด , สัตว์เหล่านั้น ก็สมมติว่า “นั่นทุกข์” ในที่นั้น

       สิ่งที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่า เป็นความสุข ก็คือความดับสนิทแห่งสักกายะทั้งหลาย , แต่สิ่งนี้กลับปรากฏเป็นข้าศึกตัวร้ายกาจ แก่สัตว์ทั้งหลายผู้เห็นอยู่โดยความเป็นโลกทั้งปวง

       สิ่งใด ที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความเป็นสุข , พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสิ่งนั้นโดยความเป็นทุกข์

       สิ่งใดที่สัตว์อื่น กล่าวแล้วโดยความเป็นทุกข์ , พระอริยะผู้รู้ กล่าวสิ่งนั้นโดยความเป็นสุข , ดังนี้  

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงต่างจากเทวดาและมนุษย์  /  หัวข้อเลขที่ : 148  /  -บาลี เอก. อํ. 20/29/141.  /  หน้าที่ : 361 , 362

- END -

ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติดซึ่งโลกธรรม

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติดซึ่งโลกธรรม 

       ภิกษุทั้งหลาย!  โลกธรรม มีอยู่ในโลก . ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งโลกธรรมนั้น ; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำ ให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

       ภิกษุทั้งหลาย!  ก็อะไรเล่า เป็นโลกธรรมในโลก?

       ภิกษุทั้งหลาย!  รูป เป็นโลกธรรมในโลก ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งรูปอันเป็นโลกธรรมนั้น ; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำ แนกแจกแจง ย่อมทำ ให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ

       ภิกษุทั้งหลาย!  บุคคลบางคน แม้เราตถาคตบอก แสดง บัญญัติ ตั้งขึ้นไว้เปิดเผย จำแนกแจกแจง ทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ อยู่อย่างนี้ เขาก็ยังไม่รู้ไม่เห็น

       ภิกษุทั้งหลาย! กะบุคคลที่เป็นพาล เป็นปุถุชน คนมืด คนไม่มีจักษุ คนไม่รู้ไม่เห็นเช่นนี้ เราจะกระทำอะไรกะเขาได้

       ในกรณีแห่ง เวทนา , สัญญา , สังขาร และวิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง รูป ที่กล่าวแล้วนั้นทุกประการ ) 

       ภิกษุทั้งหลาย!  เปรียบเหมือน ดอกอุบล หรือดอกปทุม หรือดอกบัวบุณฑริกก็ดี เกิดแล้ว เจริญแล้วในน้ำ พ้นจากน้ำ แล้วดำรงอยู่ได้ โดยไม่เปื้อนน้ำ , ฉันใด ; ภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดแล้วเจริญแล้วในโลก ครอบงำโลกแล้วอยู่อย่างไม่แปดเปื้อนด้วยโลก

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติดซึ่งโลกธรรม  /  หัวข้อเลขที่ : 147  /  -บาลี ขนฺธ. สํ. 17/170/240.  /  หน้าที่ : 359 , 360  

- END -






ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลก ไม่มีใครยิ่งกว่า

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลก ไม่มีใครยิ่งกว่า

      ภิกษุทั้งหลาย!  สิ่งใดๆที่ชาวโลก รวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมทั้งมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้ว , สิ่งนั้นๆ เราก็รู้จัก

       ภิกษุทั้งหลาย!  สิ่งใดๆที่ชาวโลก รวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมทั้งมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้ว , สิ่งนั้นๆ เราได้รู้แจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง สิ่งนั้นๆ เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ตถาคต , สิ่งนั้นๆ ไม่อาจเข้าไป ( ติดอยู่ในใจของ ) ตถาคต

       ภิกษุทั้งหลาย!  สิ่งอันเป็นวิสัยโลกต่างๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มารพรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมทั้งมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้วนั้นๆ เราพึงกล่าวได้ว่า เรารู้จักมันดี มันจะเป็นการมุสาแก่เรา ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง และมันจะเป็นการมุสาแก่เราเหมือนกัน ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักก็หามิได้ , ไม่รู้จักก็หามิได้ , ข้อนั้นมันเป็นความเสียหายแก่เรา

       ภิกษุทั้งหลาย!  เพราะเหตุนี้แล ตถาคตเห็นสิ่งที่ต้องเห็นแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายว่า เห็นแล้ว , ไม่ทำความมั่นหมายว่า ไม่ได้เห็น , ไม่ทำความมั่นหมายว่า เป็นสิ่งที่ต้องเห็น , ไม่ทำความมั่นหมายว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็น , ( ในสิ่งที่ได้ฟัง , ได้รู้สึก , ได้รู้แจ้ง ก็มีนัยอย่างเดียวกัน )

       ภิกษุทั้งหลาย!  ด้วยเหตุนี้แล ตถาคตชื่อว่าเป็นผู้คงที่เป็นปรกติอยู่เช่นนั้นได้ในสิ่งทั้งหลาย ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก และได้รู้แจ้งแล้ว , และเรายังกล่าวว่า จะหาบุคคลอื่นที่เป็นผู้คงที่ซึ่งยิ่งไปกว่า ประณีตกว่า ตถาคตผู้คงที่นั้น เป็นไม่มีเลย

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลก ไม่มีใครยิ่งกว่า  /  หัวข้อเลขที่ : 146  /  -บาลี จตุกฺก.อํ. 21/31/24.  /  หน้าที่ : 357 , 358 

- END -

ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด 

       พราหมณ์!  เราเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อความเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เราได้ประดิษฐานมหาชนไว้แล้วในอริยญายธรรม คือในความเป็นผู้มีธรรมอันงดงาม มีธรรมเป็นกุศล

       พราหมณ์! เราอยากตริตรึก ( วิตก ) ไปในวิตกเรื่องใด ก็ตริตรึกในวิตกนั้นได้ , เราไม่อยากตริตรึกไปในวิตกเรื่องใด ก็ไม่ตริตรึกไปในวิตกนั้นได้ * * * ( 1 )

       เราอยากดำริ ( สังกัปปะ ) ไปในความดำริอย่างใด ก็ดำริในความดำรินั้นได้ , เราไม่อยากดำริในความดำริอย่างใด ก็ไม่ดำริไปในความดำริอย่างนั้นได้

       พราหมณ์! เราเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งความมีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย , เราจึงมีธรรมดาได้ฌานทั้ง 4 อันเป็นการอยู่อย่างผาสุกยิ่ง ในชาตินี้ , เราได้โดยง่ายดาย ไม่ยาก ไม่ลำบาก

       พราหมณ์! เราแล , เพราะความสิ้นอาสวะทั้งหลาย , ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันปราศจากอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงวิมุตตินั้นแล้วแลอยู่

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

* * * ( 1 ) คือทรงบังคับจิตให้คิดหรือไม่ให้คิดก็ได้ หรือให้คิดเฉพาะเรื่องใดก็ได้ - ผู้แปล

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด  /  หัวข้อเลขที่ : 145  /  -บาลี จุตกฺก. อํ. 21/47/35.  /  หน้าที่ : 356 

- END -



ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์ 

       ( 1 ) กัสสปะ !  สมณพราหมณ์บางพวกเป็น สีลวาที , เขากล่าวพรรณาคุณแห่งศีลโดยอเนกปริยาย กัสสปะ !  ปรมศีลอันประเสริฐ ( อริยะ ) มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วน ปรมศีล อันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า เราแล , ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิศีล

       ( 2 ) กัสสปะ !  สมณพราหมณ์บางพวกเป็น ตโปชิคุจฉวาที , เขากล่าวพรรณนาคุณแห่งการเกลียดกันกิเลสด้วยตบะโดยอเนกปริยาย  กัสสปะ! การเกียดกันกิเลสด้วยตบะ อันอย่างยิ่งและประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนการเกียดกันกิเลสด้วยตบะอันอย่างยิ่งและประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล , ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิเชคุจฉะ ( คืออธิจิต )

       ( 3 ) กัสสปะ !  สมณพราหมณ์บางพวกเป็น ปัญญาวาที , เขากล่าวพรรณาคุณแห่งปัญญาโดยอเนก ปริยาย  กัสสปะ! ปรมปัญญาอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนปรมปัญญาอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า  เราแล , ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิปัญญา

       ( 4 ) กัสสปะ !  สมณพราหมณ์บางพวกเป็น วิมุตติวาที , เขากล่าวพรรณาคุณแห่งวิมุตติโดยอเนก ปริยาย  กัสสปะ!  ปรมวิมุตติอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนปรมวิมุตติอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า  เราแล , ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิวิมุตติ

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์  /  หัวข้อเลขที่ : 144  /  -บาลี สี. ที. 9/218/271.  /  หน้าที่ : 354 , 355 

- END -



สิ่งที่พระองค์ไม่ต้องสำรวมรักษา

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สิ่งที่พระองค์ไม่ต้องสำรวมรักษา 

      ภิกษุทั้งหลาย!  ธรรม 4 อย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ตถาคตไม่ต้องสำรวมรักษา ( ด้วยเจตนางดเว้นอีกต่อไป )   4 อย่างเหล่าไหนเล่า ?

       ( 1 ) ภิกษุทั้งหลาย!  ตถาคต มีมรรยาททางกาย บริสุทธิ์สะอาด , กายทุจริต ที่ตถาคตต้องรักษา ( คือปิดบัง ) ว่า “ใครๆอื่น อย่าล่วงรู้ถึง กายทุจริต ข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต

       ( 2 ) ภิกษุทั้งหลาย!  ตถาคต มีมรรยาททางวาจา บริสุทธิ์สะอาด , วจีทุจริต ที่ตถาคตต้องรักษาว่า “ใครๆอื่น อย่าล่วงรู้ถึง วจีทุจริต ข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต

       ( 3 ) ภิกษุทั้งหลาย!  ตถาคต มีมรรยาททางใจ บริสุทธิ์สะอาด , มโนทุจริต ที่ตถาคตต้องรักษาว่า “ใครๆอื่น อย่าล่วงรู้ถึง มโนทุจริต ข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต

       ( 4 ) ภิกษุทั้งหลาย !  ตถาคต มีการเลี้ยงชีพ บริสุทธิ์สะอาด , มิจาฉาชีพ ที่ตถาคตต้องรักษาว่า “ใครๆอื่น
 อย่าล่วงรู้ถึง มิจฉาชีพ ข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคตเลย

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : สิ่งที่พระองค์ไม่ต้องสำรวมรักษา  /  หัวข้อเลขที่ : 143  /  -บาลี สตฺตก. อํ. 23/84/55.  /  หน้าที่ : 353 

- END -

ไม่ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ไม่ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด

      โมคคัลลานะ!  ตถาคตเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ศีลของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย , สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับศีล , ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลเลย

       โมคคัลลานะ!  ตถาคตเป็นผู้ที่มีอาชีวะบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย , สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะ , ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลย

       โมคคัลลานะ!  ตถาคตเป็นผู้ที่มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์ การแสดงธรรมของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย , สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม , ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย

       โมคคัลลานะ!  ตถาคตเป็นผู้ที่มีการตอบคำถามบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีการตอบคำ ถามบริสุทธิ์ การตอบคำถามของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย , สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำ การป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถาม , ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถามเลย

       โมคคัลลานะ !  ตถาคตเป็นผู้ที่มี ญาณทัสสนะ บริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มี ญาณทัสสนะ บริสุทธิ์แล้ว ญาณทัสสนะ ของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย , สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำ การป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับ ญาณทัสสนะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับณาณทัสสนะเลย , ดังนี้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ไม่ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด  /  หัวข้อเลขที่ : 142  /  -บาลี ปญฺจก. อํ. 22/142/100.  /  หน้าที่ : 351 , 352 

- END -



ความหมายของสัพพัญญูที่แท้จริง

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ความหมายของสัพพัญญูที่แท้จริง

      วัจฉะ!  พวกชนเหล่าใด ที่กล่าวว่า “พระสมณโคดม เป็นผู้สัพพัญญูรู้สิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา เป็นผู้สัพพทัสสาวี เห็นสิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา และปฏิญญาความรู้ความเห็น ทั่วทุกกาลไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเที่ยวไปๆ ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับอยู่ก็ดี ตื่นอยู่ก็ดี ความรู้ ความเห็นนั้น ย่อมปรากฏแก่เราติดต่อเนื่องกันอยู่เสมอ” ดังนี้. ชนพวกนั้นไม่ได้กล่าวตรงตามที่เรากล่าว , แต่เขากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริง ไม่เป็นจริง

       วัจฉะ!  ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราจึงตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน … , ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อ ทิพพจักขุญาณ เราจึงน้อมจิตไปเพื่อ ทิพพจักขุญาณ … เราทำ ให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ … แล้วแลอยู่ * * * ( 1 )

       วัจฉะ!  เมื่อผู้ใดกล่าวให้ชัดว่า “พระสมณโคดม มีวิชชาสาม” ดังนี้จึงจะชื่อว่า ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำ ไม่จริง , เป็นการกล่าวถูกต้องตามธรรม และผู้ที่กล่าวตามเขาต่อๆ ไป ก็จะไม่ตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได้

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

* * * ( 1 ) สามารถอ่านความเต็มได้ในส่วนของวิชชา 3  - ผู้รวบรวม 

       ( ผู้ทำเว็บ - ดูได้ที่หนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : เริ่มแต่ออกบรรพชาแล้วเที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์ จนได้ตรัสรู้  /  หัวข้อย่อย : อาการแห่งการตรัสรู้  / หัวข้อเลขที่ : 61  /   -บาลี ม. ม. ๑๓/๔๕๗/๕๐๕.1 * * * ยังพบใน สคารวสูตร -บาลี ม. ม. 13/685/754 , มหาสัจจกสูตร -บาลี มู. ม. 12/458/427 , ซึ่งตอนนี้ ปาสราสิสูตร ไม่มี , ต่อไปใน สคารวสูตรและมหาสัจจกสูตร ก็ไม่มี - ผู้แปล  /  หน้าที่ 177 ถึงหน้า 178 ว่าด้วย วิชชาที่ 3  ( ทำเป็นลิงก์เอาไว้ให้อ่านแล้วนะครับ คลิ๊กที่นี่ครับ )


* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ความหมายของสัพพัญญูที่แท้จริง  /  หัวข้อเลขที่ : 141  /  -บาลี ม. ม. 13/237/241.  /  หน้าที่ : 350 

- END -


ทรงเปล่งเสียงคราวเดียว ได้ยินตลอดทุกโลกธาตุ

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงเปล่งเสียงคราวเดียว ได้ยินตลอดทุกโลกธาตุ 

      อานนท์!  ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสงให้สว่างไปทั่วทิศกินเนื้อที่ประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น มีจำนวนพันหนึ่ง ในพันโลกนั้น มีดวงจันทร์พันดวง ดวงอาทิตย์พันดวง ภูเขาสิเนรุพันลูก ชมพูทวีปพันทวีป อมรโคยานพันทวีป อุตรกุรุพันทวีป ปุพพวิเทหะพันทวีป มหาสมุทรสี่พัน มหาราชสี่พัน จาตุมมหาราชพันหนึ่ง ดาวดึงส์พันหนึ่ง ยามาพันหนึ่ง ดุสิตพันหนึ่ง นิมมานรดีพันหนึ่ง ปรนิมมิตวสวัตตีพันหนึ่ง พรหมพันหนึ่ง นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ

       สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ มีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ

       ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ มีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ

       อานนท์!  ตถาคต เมื่อมีความจำนง ก็ย่อมพูดให้ ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้ , หรือว่าจำ นงให้ได้ยินเพียงเท่าใด ก็ได้

       ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า!  เป็นไปได้ด้วยวิธีอย่างใด พระเจ้าข้า

       อานนท์!  ตถาคตอยู่ที่นี่ จะพึงแผ่รัศมีมีโอภาสสว่างไปทั่ว ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ เสียก่อน , เมื่อสัตว์เหล่านั้น รู้สึกต่อแสงสว่างอันนั้นแล้วตถาคตก็จะบันลือเสียง ให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน อย่างนี้แล อานนท์! ตถาคตจะพูดให้ ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้ , หรือจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใดก็ได้

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงเปล่งเสียงคราวเดียว ได้ยินตลอดทุกโลกธาตุ  /  หัวข้อเลขที่ : 140  /  -บาลี ติก. อํ. 20/292/520.  /  หน้าที่ : 348 , 349 

- END -

ทรงมีปาฏิหาริย์ 3 อย่าง

 

พุทธวจน - คําสอนจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง ทรงมีปาฏิหาริย์ 3 อย่าง 

      เกวัฏฏะ!  นี่ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้  3 อย่างอะไรเล่า ? 3 อย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุศาสนีปาฏิหาริย์

       ( 1 ) เกวัฏฏะ!  อิทธิปาฏิหาริย์นั้น เป็นอย่างไรเล่า? เกวัฏฏะ! ภิกษุในกรณีนี้ กระทำอิทธิวิธีมีอย่างต่างๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน ,หลายคนเป็นคนเดียว , ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง , ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่างๆ , ผุดขึ้น และดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ , เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน , ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์ . ลูบคลำ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้

       เกวัฏฏะ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการแสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใสว่า น่าอัศจรรย์นัก กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบว่า วิชาชื่อคันธารี * * * ( 1 ) มีอยู่ ภิกษุนั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั่นเท่านั้น ( หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่ ) , เกวัฏฏะ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ได้อย่างนั้น มิใช่หรือ

       พึงตอบได้, พระองค์ !

       เกวัฏฏะ!  เราเห็นโทษในการแสดง อิทธิปาฏิหาริย์ ดังนี้แล จึงอึดอัดขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออิทธิปาฏิหาริย์

       ( 2 ) เกวัฏฏะ !  อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เกวัฏฏะ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทายความตรอง ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นได้ว่า ใจของท่านเช่นนี้ ใจของท่านมีประการนี้ ใจของท่านมีด้วยอาการอย่างนี้. … กุลบุตร ผู้ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมค้านกุลบุตรผู้เชื่อผู้เลื่อมใสว่า วิชาชื่อ มณิกา มีอยู่ ภิกษุนั้นกล่าวทายใจได้เช่นนั้นๆ ก็ด้วยวิชานั้น ( หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่ ) , เกวัฏฏะ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อ ผู้เลื่อมใสได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ?

       พึงตอบได้, พระองค์ !

       เกวัฏฏะ !  เราเห็นโทษในการแสดง อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออาเทสนาปาฏิหาริย์

       ( 3 ) เกวัฏฏะ !  อนุศาสนีปาฏิหาริย์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เกวัฏฏะ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมสั่งสอนว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ๆ อย่าตรึกอย่างนั้นๆ , จงทำ ไว้ในใจอย่างนี้ๆ อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้นๆ จงละสิ่งนี้ๆ เสีย , จงเข้าถึงสิ่งนี้ๆ แล้วแลอยู่ ดังนี้ นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์  เกวัฏฏะ! * * * ( 2 ) เหล่านี้แล เป็นปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

* * * ( 1 ) คันธารี ชื่อมนต์ แต่งโดยฤษีมีนามคันธาระ , อีกอย่างหนึ่งว่าในแคว้นคันธาระ - ผู้แปล

* * * ( 2 ) ระหว่างนี้ ทรงแสดงข้อปฏิบัติ เรื่องศีล สันโดษ สติสัมปชัญญะ … ว่าเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์ของพระองค์ อันหนึ่งๆ ทุกอัน - ผู้แปล 

* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) คัดมาจากหนังสือ พุทธวจน เรื่อง ตถาคต  /  หัวข้อใหญ่ : ลักษณะพิเศษของตถาคต  /  หัวข้อย่อย : ทรงมีปาฏิหาริย์ 3 อย่าง  /  หัวข้อเลขที่ : 139  /  -บาลี สี. ที. 9/273/339.  /  หน้าที่ : 345 , 346 , 347

- END -