Sunday, October 2, 2022

มูรธาภิเษก

 



       มูรธาภิเษก มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า มูรฺธาภิเษก ( อ่านว่า มูร-ทา-พิ-เส-กะ ) แปลว่า การรดน้ำที่ศีรษะ. มาจากคำว่า มูรฺธ ( มูร-ทะ ) แปลว่า ศีรษะ กับคำว่า อภิเษก ( อ่านว่า อะ-พิ-เส-กะ ) แปลว่า การรดน้ำ. มูรธาภิเษก เป็นพิธีที่ประกอบในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน 

       ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระมหาราชครูได้นำน้ำ ศักดิ์สิทธิ์จากปัญจมหานที ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี ( อ่านว่า มะ-ฮี ) กับน้ำจากแม่น้ำสำคัญในประเทศไทย 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเพชรบุรี และ แม่น้ำราชบุรี รวมทั้งน้ำจากสระน้ำอีก 4 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา มาทำพิธีเสกน้ำ สำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมูรธาภิเษกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://legacy.orst.go.th/?knowledges=มูรธาภิเษก-๖-มีนาคม-๒๕๕๖  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -


อุปายาส

 

อุปายาส  



       อุปายาส - ความคับใจ, ความแค้นใจ, ความลำเค็ญใจ เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งความคับใจ  



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.online-english-thai-dictionary.com/?word=อุปายาส&d=2&m=0&p=1  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       อุปายาส 

       เพชรเม็ดหนึ่งในบาลี 

       ภาษาไทยอ่านว่า อุ-ปา-ยาด

       บาลีอ่านว่า อุ-ปา-ยา-สะ


       “อุปายาส” รากศัพท์มาจาก อุป + อายาส 

       ( 1 ) “อุป” 

       ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “อุป-” : 

       “อุป-” (ขีด – ข้างหลังหมายความว่าไม่ใช้ตามลำพัง แต่ใช้นำหน้าคำอื่นเสมอ) อ่านว่า อุ-ปะ- เป็นคำจำพวกที่ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “อุปสรรค”

       นักเรียนบาลีท่องจำคำแปลกันมาว่า “อุป : เข้าไป , ใกล้ , มั่น” 

       “อุป” ในบาลีใช้ในความหมายตามบริบทต่างๆ ประมวลได้ดังนี้ -

              ( 1 ) ข้างบน , บน ( on upon , up ) 

              ( 2 ) ข้างนอก ( out ) 

              ( 3 ) สุดแต่ ( up to ) 

              ( 4 ) สูงขึ้น , ข้างต้น ( higher , above ) 

              ( 5 ) ใกล้ชิด , ใกล้เคียง , ใกล้ ( close by , close to , near )

              ( 6 ) ทีเดียว , โดยประการทั้งปวง ( quite , altogether ) 

              ( 7 ) เกือบ , ราว ๆ , ค่อนข้าง , เล็กน้อย , รอง , โดย - , น้อย ๆ , ทำตามแบบ ( nearly , about , somewhat , a little , secondary , by - , miniature , made after the style of ) 

              แต่ในที่นี้ “อุป” มีความหมายเฉพาะ ไม่ตรงกับความหมายดังที่แสดงมานี้ ( ดูข้างหน้า ) 



       ( 2 ) “อายาส” 

       บาลีอ่านว่า อา-ยา-สะ รากศัพท์มาจาก อา ( คำอุปสรรค = ทั่ว , ยิ่ง , กลับความ ; ในที่นี้ใช้ในความหมาย “กลับความ” ) + ยสฺ ( ธาตุ = พยายาม , ขยัน , หมั่น ; อา + ยสฺ = ท้อแท้ , เศร้า ) + ณ ปัจจัย , ลบ ณ , ทีฆะ อะ ต้นธาตุ “ด้วยอำนาจปัจจัยเนื่องด้วย ณ” ( ยสฺ > ยาส ) 

       : อา + ยสฺ = อายสฺ + ณ = อายสณ > อายส > อายาส ( ปุงลิงค์ ) แปลตามศัพท์ว่า “ความท้อแท้” “ความเศร้า” หมายถึง ความยุ่งยาก , ความเสียใจ ( trouble , sorrow )

       อุป + อายาส = อุปายาส ( อุ-ปา-ยา-สะ ) แปลว่า “ความเสียใจอย่างยิ่ง” 

       “อุป” เมื่อนำหน้าหรือรวมกับ “อายาส” ( อุป + อายาส = อุปายาส ) ท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า “ภุโส อติวิย อายาโส อุปายาโส” ( คัมภีร์ปัญจิกา* ภาค 3 หน้า 313 ) 


………….. 

หมายเหตุ: *ปัญจิกา เป็นชื่อคัมภีร์ประเภทอัตถโยชนา ( คือคัมภีร์อธิบายศัพท์และแนะวิธีแปล มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “โยชนา” ) ของคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนวิชาแปลมคธเป็นไทยชั้น ป.ธ.9 


………….. 

       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อุปายาส” ว่า [ a kind of] trouble , turbulence , tribulation , unrest , disturbance , unsettled condition ( ความทุกข์ยาก [ ชนิดหนึ่ง ] , ความระทม , ความยากลำบาก , ความไม่สงบ , ความโกลาหล , ภาวะที่ไม่ราบรื่น ) 

       นักธรรมะของเรานิยมแปล “อุปายาส” ว่า “ความคับแค้นใจ” 

       พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร บอกไว้ว่า -

       “อุปายาส : ( คำนาม ) ความคับใจ , ความแค้นใจ , ความลำเค็ญใจ เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง” 

       คำว่า “อุปายาส” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 



ขยายความ : 

       “อุปายาส” ที่นักธรรมของเราน่าจะคุ้นกันดี-โดยเฉพาะท่านที่ชอบทำวัตรสวดมนต์ ก็คือที่แสดงไว้ใน “สังเวคปริกิตตนปาฐะ” ที่สวดต่อท้ายบททำวัตรเช้า ดังจะขอยกมาเสนอเพื่อเป็นการเจริญสติดังนี้ (ในที่นี้เขียนแบบบาลีไทย) 


………….. 

       ชาติปิ ทุกขา - แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ 

       ชะราปิ ทุกขา - แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ 

       มะระณัมปิ ทุกขัง - แม้ความตายก็เป็นทุกข์ 

       โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา - แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ 

       อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข - ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

       ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข - ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ 

       ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง - ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์

       สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - ว่าโดยสรุป อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์   



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://dhamma.serichon.us/2022/08/25/อุปายาส-เพชรเม็ดหนึ่งใน/  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -



ปหานะ

 




       ปหานะ - การละ , การกำจัด หมายถึง กำจัดกิเลส , ละตัณหา , กำจัดบาปอกุศลธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์   



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%BB%CB%D2%B9  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       การปฏิบัติธรรม มีอยู่สองส่วน ก็คือ ภาวนา กับ ปหานะ ภาวนา ก็คือเจริญศีล สติ สมาธิ ปัญญา ให้เข้มแข็ง ให้เต็ม ให้สมบูรณ์ ให้บริสุทธิ์ 

       ปหานะ คือการประหารกิเลสหรืออุปาทาน สมุทัยทั้งหลาย คือสิ่งที่เราจะต้องประหาร 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://uttayarndham.org/taxonomy/term/1785 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

Saturday, October 1, 2022

อริยวินัย - ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ

 




หน้าถัดไป 


1  >  2  >  3  >  4  >  5  >  6  >  7 



อริยวินัย 

ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ 



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

* * * ภิกษุผู้สมาทานธุดงค์  * * * ( 1 ) 

- บาลี ปญฺจก. อํ. 22/245 - 246/181-190 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 181 )  

       1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 5 จำพวกเป็นไฉน คือ

              1. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะโง่เขลา เพราะหลงงมงาย 

              2. มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ จึงถืออยู่ป่าเป็นวัตร 

              3. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะเป็นบ้า เพราะจิตฟุ้งซ่าน 

              4. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ 

              5. ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ 


       ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้แล


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 

       เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส หัวเนยใสชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นยอดในจำพวก โครส 5 /////  เหล่านั้นฉันใด บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นเลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน 


       2. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ …


       3. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       4. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       5. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       6. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       7. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       8. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       9. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือห้ามภัตอันนำมาถวาย เมื่อภายหลังเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ … 


       10. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ 5 จำพวกเป็นไฉน คือ 

              1. ภิกษุเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะโง่เขลา เพราะหลงงมงาย 


              2. มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ จึงเป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 


              3. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตรเพราะเป็นบ้าเพราะจิตฟุ้งซ่าน


              4. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ 


              5. เป็นผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้แล

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส หัวเนยใส ชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นเลิศในจำพวกโครส 5 เหล่านั้นฉันใด 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร เพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร เป็นวัตร 5 จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน 



* * * ศีลที่เป็นกุศล มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์

- บาลี ทสก. อํ. 24/1/1 


       ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มี อวิปปฏิสาร ///// ( ความไม่ร้อนใจ ) เป็นผลมี อวิปปฏิสาร เป็นอานิสงส์ 

       ... อวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ 

       ... ปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ 

       ... ปีติ มี ปัสสัทธิ ///// ( ความสงบรำงับ ) เป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ 

       ... ปัสสัทธิ มีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ 

       ... สุข มีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ 

       ... สมาธิ มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ///// ( ญาณเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง ) เป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์  

       ... ยถาภูตญาณทัสสนะ มี นิพพิทา ///// ( ความเบื่อหน่าย ) วิราคะ /////  ( ความคลายกำหนัด ) เป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ 

       ... นิพพิทา วิราคะ มี วิมุตติญาณทัสสนะ ///// เป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ 


       ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล 



* * * ถ้าภิกษุเป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ 

- บาลี มหา. ที. 10/172/138  


       ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 

       ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 

       ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 

       ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง 

       ก็ถ้าภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย 



* * * พระธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ 

- บาลี มหา. ที. 10/178/141


       …ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น 

       ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา 


       ดูกรอานนท์ บัดนี้ พวกภิกษุยังเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า อาวุโสฉันใด โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ไม่ควรเรียกกันฉันนั้น

       ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า โดยชื่อหรือโคตร หรือโดยวาทะว่า อาวุโส 

       แต่ภิกษุผู้อ่อนกว่าพึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า ภันเต หรืออายัสมา 


       ดูกรอานนท์ โดยล่วงไปแห่งเราสงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างได้  


       โดยล่วงไป แห่งเรา พึงลง พรหมทัณฑ์ /////  แก่ฉันนภิกษ


       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ พรหมทัณฑ์ เป็นไฉน 


       ดูกรอานนท์ ฉันนภิกษุพึงพูดได้ตามที่ตนปรารถนา ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า ไม่พึงกล่าว ไม่พึง สั่งสอน


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสงสัยเคลือแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติ จะพึงมีบ้างแก่ภิกษุ แม้รูปหนึ่ง พวกเธอจงถามเถิด อย่าได้มีความร้อนใจภายหลังว่า พระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว ยังมิอาจทูลถามพระผู้มีพระภาคในที่เฉพาะพระพักตร์ 


       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันนิ่ง แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติจะพึงมีบ้างแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง พวกเธอจงถามเถิด อย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า พระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว เรายังมิอาจทูลถามพระผู้มีพระภาคในที่เฉพาะพระพักตร์ 


       แม้ครั้งที่สามภิกษุเหล่านั้น ก็พากันนิ่ง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลายบางทีพวกเธอไม่ถาม แม้เพราะความเคารพในพระศาสดา แม้ภิกษุผู้เป็นสหายก็จงบอกแก่ภิกษุผู้สหายเถิด 



       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกนั้น พากันนิ่ง ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์เลื่อมใส ในภิกษุสงฆ์อย่างนี้ว่า ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือใน ข้อปฏิบัติ มิได้มีแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่งในภิกษุสงฆ์นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 


       ดูกรอานนท์ เธอพูดเพราะความเลื่อมใส ตถาคตหยั่งรู้ในข้อนี้เหมือนกันว่า ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรคหรือในข้อปฏิบัติ มิได้มีแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง ในภิกษุสงฆ์นี้ บรรดาภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุรูปที่ตำที่สุด ก็เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า 


       ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็น พระ ปัจฉิมวาจา /////  ของพระตถาคต 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

* * * ( 1 ) : มีที่ทรงตรัสไว้โดยนัยอื่นอีกอย่างน้อย 7 พระสูตร ซึ่งรวมแล้วมี 13 ข้อ - ผู้รวบรวม  
   


* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อริยวินัย ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : อริยวินัย-ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ-หน้า-1  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,001 , 1,002 , 1,003 , 1,004 , 1,005 , 1,006 , 1,007





- จบหน้า 1 - 


หน้าถัดไป 


1  >  2  >  3  >  4  >  5  >  6  >  7 

ปัจฉิมวาจา

 




       ปัจฉิมวาจา ( อ่านว่า ปัด-ฉิม-มะ-วา-จา ) - วาจาครั้งสุดท้าย 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.xn--q3c2aquc2kd.com/define/ปัจฉิมวาจา  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

พรหมทัณฑ์

 




       พรหมทัณฑ์ ความหมาย คือ โทษอย่างสูง คือ สงฆ์ตกลงกันลงโทษภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง โดยภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน หรือสั่งสอนภิกษุรูปนั้น

       พระฉันนะซึ่งเป็นพระเจ้าพยศ ถือตัวว่าเป็นคนเก่าใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาก่อนใครอื่น ใครว่าไม่ฟัง ภายหลังถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ถึงกับเป็นลมล้มสลบหายพยศได้ 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://dekgenius.com/dictionary/religion/buddhism-3215.htm 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

พรหมทัณฑ์ 

       การลงโทษแบบอารยชน

       อ่านว่า พฺรม-มะ-ทัน 

       ประกอบด้วยคำว่า พรหม + ทัณฑ์

       ( 1 ) “พฺรหฺม” รากศัพท์มาจาก พฺรหฺ ( ธาตุ = เจริญ , ประเสริฐ ) + ม ปัจจัย

       : พฺรหฺ + ม = พฺรหฺม แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เจริญด้วยคุณ” ใช้ในความหมายดังนี้ -

              ( 1 ) ความดีประเสริฐสุด ( the supreme good )  

              ( 2 ) คัมภีร์พระเวท , สูตรลึกลับ , คาถา , คำสวดมนต์ ( Vedic text , mystic formula , prayer ) 

              ( 3 ) เทพผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์ ถือกันว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล ( the god Brahmā chief of the gods , often represented as the creator of the Universe ) 

              ( 4 ) เทวดาพวกหนึ่งที่อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงที่เรียกว่า พรหมโลก ( a brahma god , a happy & blameless celestial being , an inhabitant of the higher heavens [brahma-loka] ) 

              ( 5 ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์, คนศักดิ์สิทธิ์ ( holy, pious , a holy person ) 



ในแง่ตัวบุคคล คำว่า “พรหม” หมายถึง -

              ( 1 ) เทพสูงสุดหรือพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์

              ( 2 ) เทพในพรหมโลก เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม มี 2 พวกคือ รูปพรหม มี 16 ชั้น อรูปพรหม มี 4 ชั้น 

              ( 3 ) ผู้ประเสริฐด้วยคุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา ( ปรารถนาให้อยู่เป็นปกติสุข ) กรุณา ( ตั้งใจช่วยเพื่อให้พ้นจากปัญหา ) มุทิตา ( ยินดีด้วยเมื่อมีสุขสมหวัง ) อุเบกขา ( วางอารมณ์เป็นกลางเมื่อได้ทำหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ) 



คำว่า “พฺรหฺม” ออกเสียงอย่างไร ?

       ลองออกเสียงว่า พะ-ระ-หะ-มะ ช้าๆ แล้วค่อยๆ เร่งให้เร็วขึ้น จะได้เสียงที่ถูกต้องของคำว่า “พฺรหฺม” ในบาลี

       แต่โดยทั่วไป นักเรียนบาลีในเมืองไทยออกเสียงว่า พรม-มะ หรือ พรำ-มะ 



       ( 2 ) “ทัณฑ์” 

       บาลีเป็น “ทณฺฑ” อ่านว่า ทัน-ดะ ( ฑ มณโฑ ออกเสียงเหมือน ด เด็ก ) รากศัพท์มาจาก : 

              ( 1 ) ทมฺ ( ธาตุ = ฝึก , ข่ม , ทรมาน ) + ฑ ปัจจัย , แปลง มฺ เป็น ณฺ

              : ทมฺ > ทณฺ + ฑ = ทณฺฑ แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องทรมานฝึกฝน” หมายถึง การลงทัณฑ์ , การทรมาน , การลงอาญา , การถูกปรับ 


              ( 2 ) ทฑิ ( ธาตุ = ตี , ประหาร ) + ก ปัจจัย , ลงนิคหิตอาคมที่ต้นธาตุแล้วแปลงเป็น ณฺ , ลบ ก และสระที่สุดธาตุ 


              : ทฑิ > ทํฑิ > ทณฺฑิ > ทณฺฑ + ก = ทณฺฑก > ทณฺฑ แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องตี” หมายถึง ท่อนไม้ , ไม้เท้า , ไม้เรียว 

       “ทณฺฑ” ( ปุงลิงค์ ) มีความหมายหลัก 2 อย่าง คือ ไม้ที่หยิบถือได้ ( a stick , staff , rod ) และ การลงโทษ ( punishment ) 

       ในที่นี้ “ทณฺฑ” หมายถึงการลงโทษ 



       พฺรหฺม + ทณฺฑ = พฺรหฺมทณฺฑ แปลว่า “การลงโทษอย่างผู้ประเสริฐ”


       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “พฺรหฺมทณฺฑ” ว่า “the highest penalty ,” a kind of severe punishment [ temporary deathsentence? ] ( “พรหมทัณฑ์”, การลงโทษที่สูงสุดอย่างหนึ่ง [ การลงโทษหนักชั่วคราว] ) 


       บาลี “พฺรหฺมทณฺฑ” ในภาษาไทยใช้เป็น “พรหมทัณฑ์”


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

       “พรหมทัณฑ์ : ( คำนาม ) ตามศาสนาพราหมณ์หมายความว่า “ไม้พระพรหม” ชื่อศัสตรากายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง ; การสาปแห่งพราหมณ์ ; โทษอย่างสูง คือห้ามไม่ให้ใคร ๆ พูดด้วยในหมู่สงฆ์ด้วยกัน. ( ส. , ป. )” 


       พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “พรหมทัณฑ์” เป็นอังกฤษ ดังนี้ -

       พรหมทัณฑ์ : ( Brahmadaṇḍa ) lit. sublime punishment; punishment by suspending or breaking off conversation and communication; sanctioned punishment by silent treatment.


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายความหมายของ “พรหมทัณฑ์” ไว้ดังนี้ -

       “พรหมทัณฑ์ : โทษอย่างสูง คือ สงฆ์ตกลงกันลงโทษภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน หรือสั่งสอนภิกษุรูปนั้น , พระฉันนะซึ่งเป็นภิกษุเจ้าพยศ ถือตัวว่าเป็นคนเก่าใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาก่อนใครอื่น ใครว่าไม่ฟัง ภายหลังถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ถึงกับเป็นลมล้มสลบหายพยศได้” 



ขยายความ : 

       คำที่มีความหมายทำนองเดียวกับ “พรหมทัณฑ์” คือ “คว่ำบาตร”


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

       “คว่ำบาตร : ( สํานวน ) ( คำกริยา ) ไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย , เดิมหมายถึงสังฆกรรมที่พระสงฆ์ประกาศลงโทษคฤหัสถ์ผู้ประทุษร้ายต่อศาสนาด้วยการไม่คบ ไม่รับบิณฑบาต เป็นต้น” 


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายความหมายของ “คว่ำบาตร” ไว้ดังนี้ -

       “คว่ำบาตร : การที่สงฆ์ลงโทษอุบาสกผู้ปรารถนาร้ายต่อพระรัตนตรัย โดยประกาศให้ภิกษุทั้งหลายไม่คบด้วย คือไม่รับบิณฑบาต ไม่รับนิมนต์ ไม่รับไทยธรรม , บุคคลต้นบัญญัติ คือวัฑฒลิจฉวี ซึ่งถูกสงฆ์คว่ำบาตร เพราะโจทพระทัพพมัลลบุตร ด้วยสีลวิบัติอันไม่มีมูล , คำเดิมตามบาลีว่า ปัตตนิกกุชชนา” 


       สรุปเป็นหลักว่า -

       “พรหมทัณฑ์” เป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุด้วยกัน

       “คว่ำบาตร” เป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่คฤหัสถ์ 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : http://dhamma.serichon.us/2018/04/26/พรหมทัณฑ์-การลงโทษแบบอา/  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

วิมุตติญาณทัสสนะ

 




       วิมุตติญาณทัสสนะ - ความรู้เห็นในความหลุดพ้น ก็คือเมื่อได้หลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณทัสสนะ มีความรู้เห็นในความหลุดพ้น มีในพระสูตรบางสูตรที่กล่าวถึงว่า บางท่านหมดกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหมดกิเลสเพราะไม่มีญาณทัสสนะ เพราะฉะนั้นเมื่อหมดแล้วต้องมีญาณทัสสนะด้วย เหมือนคนที่หายโรค ต้องรู้ว่าตัวหายโรคแล้ว จะได้เลิกกินยา 

       ความเป็นผู้รู้ ซึ่งไม่ใช่ผู้เป็น หลุดพ้นจากอาการหรือความรู้สึกที่เกิดจากความเป็นไปตามความยึดมั่นของวิญญานกับนามรูป หรืออาจเรียกว่า เราเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้เป็น  



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/วิมุตติญาณทัสสนะ 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -