Saturday, October 15, 2022

ภาคผนวก : วิธีกระทำเมื่อสงฆ์ต้องสภาคาบัติ

 




วิธีกระทำเมื่อสงฆ์ต้องสภาคาบัติ

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง เมื่อถึงวันอุโบสถ สงฆ์ทั้งหมดในศาสนานี้ต้อง สภาคาบัติ /////  

       ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่ง ไปสู่อาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมาทันในวันนั้น ด้วยสั่งว่า “อาวุโส เธอจงไปทำ คืนอาบัติ /////  นั้น แล้วมาพวกเราจักทำคืนอาบัติในสำนักเธอ

       ถ้าได้ภิกษุเช่นนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี 

       ถ้าไม่ได้ภิกษุผู้ฉลาดพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้ 



* * * ญัตติกรรมวาจาสงฆ์ต้องสภาคาบัติ 

       “สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง สัพโพ สังโฆ สะภาคัง อาปัตติง อาปันโน ยะทา อัญญัง ภิกขุง สุทธัง อะนาปัตติกัง ปัสสิสสะติ ตะทา ตัสสะ สันติเก ตัง อาปัตติง ปะฏิกะริสสะติ 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติ เห็นภิกษุรูปอื่นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักเธอเมื่อนั้น” 


       ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถเพราะข้อที่ต้องสภาคาบัตินั้น เป็นปัจจัย 



* * * สงฆ์ทั้งหมดมีความสงสัยในสภาคาบัติ 

       ภิกษุผู้ฉลาด พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้ 

       “สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง สัพโพ สังโฆ สะภาคายะ อาปัตติยา เวมะติโก ยะทา นิพเพมะติโก ภะวิสสะติ ตะทา ตัง อาปัตติง ปะฏิกะริสสะติ 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       สงฆ์ทั้งหมดนี้มีความสงสัยในสภาคาบัติ หมดความสงสัยเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้นเมื่อนั้น” 

       ครั้นแล้วพึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ แต่ไม่พึงทำอันตรายแก่อุโบสถเพราะข้อที่มีความสงสัยนั้นเป็นปัจจัย 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อริยวินัย ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก : วิธีกระทำเมื่อสงฆ์ต้องสภาคาบัติ  




* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,062 , 1,063 



- จบ -

สภาคาบัติ

 




       สภาคาบัติ - ต้องอาบัติอย่างเดียวกัน   



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%C0%D2%A4%D2%BA%D1%B5%D4  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

วินิจฉัยเรื่องสภาคาบัติในวันอุโบสถ

       ก่อนอื่น ต้องเข้าใจเรื่องสภาคาบัติก่อน สภาคาบัติ มี 2 ชนิด คือ 

       1. วัตถุสภาคา - เรื่องที่ล่วงละเมิดเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ฉันอาหารในเวลาวิกาลเหมือนกัน , รับเงินเหมือนกัน 

       2. อาปัตติสภาคา ต้องอาบัติเป็นประเภทเดียวกัน เช่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์เหมือนกัน 


       ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาวัตถุสภาคาเท่านั้น

       *เมื่อสงฆ์ในวัดหนึ่งต้องสภาคาบัติ ในวันอุโบสถควรปฏิบัติอย่างไร?

       ในกังขาวิตรณีอรรถกถาตอนอธิบายนิทานุทเทส ท่านแสดงวิธีไว้ว่า 

       ก็เมื่อมีสภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นควรส่งภิกษุรูปหนึ่งไปวัดใกล้เคียงที่จะสามารถกลับมาทันได้ในวันนั้น โดยบอกท่านว่า “ท่านจงไปทําคืนอาบัตินั้นแล้วก็จงกลับมา พวกเราจักทําคืนอาบัติในสํานักของท่าน” หากทําอย่างนั้นแล้วได้ภิกษุผู้ทําคืนอาบัติเสร็จแล้วกลับมา ก็เป็นการดี หากไม่ได้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ทรงทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า 

       “สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ สพฺโพ สํโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน , ยทา อญฺญํ ภิกฺขุํ สุทฺธํ อนาปตฺติกํ ปสฺสิสฺสติ , ตทา ตสฺส สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสติ” 

       ( แปลว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติ เมื่อใดเห็นภิกษุอื่นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ เมื่อนั้น ก็จักทําคืนอาบัตินั้นในสํานักของภิกษุนั้น )


       พอสวดเสร็จแล้ว สงฆ์ก็สามารถทําอุโบสถกรรมได้ 

       ก็ถ้าภิกษุบางรูปในสงฆ์ที่ต้องสภาคาบัตินี้เข้าใจว่า “การแสดงสภาคาบัติสมควร” จึงได้แสดงในสํานักของภิกษุรูปหนึ่ง อาบัติที่แสดงก็เป็นอันแสดงดีแล้วทีเดียว แต่ภิกษุทั้งสองรูปย่อมต้องอาบัติทุกกฏ คือภิกษุผู้แสดงต้องอาบัติอื่นจากอาบัติเดิมเพราะเหตุคือการแสดง และภิกษุผู้รับต้องอาบัติเพราะเหตุคือการรับอาบัติทุกกฏนั้นมีวัตถุต่างกัน เหตุนั้น เธอทั้งสองพึงแสดงกะกันและกัน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พวกเธอก็จะเป็นผู้ไม่มีอาบัติ ภิกษุที่เหลือก็พึงแสดงหรือบอกสภาคาบัติในสํานักของภิกษุสองรูปนั้น 


สรุปว่า

       วิธีปฏิบัติเมื่อมีสภาคาบัติในวันอุโบสถ มี 2 วิธี คือ 

       1 ) ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปแสดงอาบัติในวัดใกล้เคียงพอให้กลับมาทันในวันนั้น 

       2 ) สวดประกาศญัตติสภาคาบัติ 


       การแสดงสภาคาบัติกะกันและกันแม้จะทำให้ออกจากอาบัติได้เช่นกัน แต่ไม่แนะนำวิธีนี้เพราะการแสดงและรับสภาคาบัติมีอาบัติทุกกฏ หากรู้อยู่ยังทำก็ชื่อว่าจงใจล่วงละเมิดอาบัติ ย่อมจะได้ชื่อว่า อลัชชี ( ตัวอย่างที่ยกมาในอรรถกถาเป็นกรณีที่ท่านเข้าใจผิดว่าการแสดงสภาคาบัติสมควร ) 


* * * หากภิกษุทุกรูปที่จะทำอุโบสถกรรมร่วมกันนั้นมีอาบัติในเรื่องเดียวกันอยู่ก็ไม่ควรทำอุโบสถ เพราะมิได้ปัตตกัลละ  ( ถึงเวลาเหมาะสม ) 


ปัตตกัลละในเรื่องอุโบสถ มี 4 อย่าง คือ 

       1. เป็นวันอุโบสถ 

       2. มีภิกษุครบจำนวนที่จะทำสังฆกรรม 

       3. ภิกษุผู้ร่วมทำสังฆกรรมไม่มีสภาคาบัติ 

       4. ไม่มีวัชชนียบุคคล** อยู่ในหัตถบาสสงฆ์ ( **วัชชนียบุคคล หมายถึง บุคคลต้องห้ามร่วมหัตถบาสสงฆ์ในสังฆกรรม ได้แก่ คฤหัสถ์และภิกษุปาราชิกเป็นต้น  /  หัตถบาส คือ ระยะที่เหยียดแขนไปแตะกันถึง ) 


* * *เรื่องสภาคาบัตินี้เป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับภิกษุมากทีเดียวและพบเห็นได้มากในปัจจุบัน เพราะมีสิกขาบทหลายๆ ข้อที่พบเห็นการล่วงละเมิดกันมากจนเหมือนเป็นเรื่องปรกติมีเรื่องการรับเงินทอง , การฟังเพลง , การฉันอาหารในเวลาวิกาล เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่ภิกษุในวัดเดียวกันจะต้องอาบัติเรื่องเดียวกันจึงมีมาก ซึ่งถ้าไม่แก้ไขก่อน ก็ไม่ควรทำอุโบสถดังที่กล่าวไว้ข้างต้น 

       ( อาบัติในเพราะรับเงินไม่สามารถแก้ไขด้วยเพียงแสดงอาบัติได้ ตราบใดที่ยังไม่สละเงินที่รับมานั้นเสียก่อน ) 

       จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน 

       นานาวินิจฉัย โดยพระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท 



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.facebook.com/PM.Silanunda/photos/a.1625905267483352/1960397904034085/?type=3  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

Friday, October 14, 2022

ภาคผนวก : วิธีมอบปาริสุทธิ และมอบฉันทะ

 




วิธีมอบปาริสุทธิ และมอบฉันทะ

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธมอบ ปาริสุทธิ /////  


* * * วิธีมอบปาริสุทธิ 

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงมอบปาริสุทธิ อย่างนี้ 

       ภิกษุผู้อาพาธ พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่ม ผ้าอุตตราสงค์ /////  เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง /////  ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวคำมอบปาริสุทธิอย่างนี้ว่า

       “ปาริสุทธิง ทัมมิ , ปาริสุทธิง เม หะระ , ปาริสุทธิง เม อาโรเจหิ” 

       “ข้าพเจ้าขอมอบปาริสุทธิ ขอท่านจงนำปาริสุทธิของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอกปาริสุทธิของข้าพเจ้า” 

       ภิกษุรับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยทั้งกายและวาจาก็ได้ เป็นอันภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว

       ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิ 


       ถ้าได้ภิกษุเช่นนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี 

       ถ้าไม่ได้ ภิกษุทั้งหลายพึงใช้เตียงหรือตั่ง หามภิกษุอาพาธนั้นมาในท่ามกลางสงฆ์ แล้ว ทำอุโบสถ /////  


       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกภิกษุผู้พยาบาลไข้คิดอย่างนี้ว่า ถ้าพวกเราจักย้ายภิกษุอาพาธอาพาธจักกำเริบหนัก หรือมิฉะนั้นก็จักถึงมรณภาพ ดังนี้ ไม่พึงย้ายภิกษุอาพาธ สงฆ์พึงไปทำอุโบสถในสำนักภิกษุอาพาธนั้น

       แต่สงฆ์ เป็นวรรค /////  ไม่พึงทำอุโบสถเลย 

       ถ้าขืนทำ ต้อง อาบัติทุกกฏ /////  



* * * วิธีมอบฉันทะ 

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึง มอบฉันทะ /////  อย่างนี้ 

       ภิกษุอาพาธ พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำมอบฉันทะอย่างนี้ว่า 

       “ฉันทัง ทัมมิ , ฉันทัง เม หะระ , ฉันทัง เม อาโรเจหิ” 

       “ข้าพเจ้ามอบฉันทะ ขอท่านจงนำฉันทะของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอก ฉันทะของข้าพเจ้า” 


       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มอบ ปาริสุทธิ มอบฉันทะด้วย เผื่อสงฆ์จะมีกรณีกิจ 


       ตัวอย่างคำที่ภิกษุผู้นำฉันทะและปาริสุทธิของภิกษุอาพาธบอกแก่สงฆ์ 

       “อาสะโภ ภันเต ภิกขุ คิลาโน มัยหัง ฉันทัญจะ ปาริสุทธิญจะ อะทาสิ , ตัสสะ ฉันโท จะ ปาริสุทธิ จะ มะยา อาหะฏา , สาธุ ภันเต สังโฆ ธาเรตุ” 

       “ท่านเจ้าข้า อาสโภภิกษุอาพาธ ได้มอบฉันทะและปาริสุทธิแก่ผม ผมนำฉันทะและปาริสุทธิ ของเธอมาแล้ว ขอสงฆ์จงทราบ” 



วิธีงดปาติโมกข์แก่ภิกษุ 

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถ 14 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า 

       สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อิตถันนาโม ปุคคะโล สาปัตติโก ตัสสะ ปาฏิโมกขัง ฐะเปมิ นะ ตัส๎มิง สัมมุขีภูเต ปาฏิโมกขัง อุททิสิตัพพันติ ฐะปิตัง โหติ ปาฏิโมกขัง 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       บุคคลมีชื่อนี้ มีอาบัติติดตัว ข้าพเจ้างด ปาติโมกข์ /////  แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ 

       ดังนี้ ปาติโมกข์เป็นอันงดแล้ว 



* * * การงดปาติโมกข์เพราะศีลวิบัติ 

       สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อิตถันนาโม ปุคคะโล สีละวิปัตติยาทิฏฐะสุตะปะริสังกิโต โหติ ตัสสะ ปาฏิโมกขัง ฐะเปมิ นะ ตัส๎มิง สัมมุขีภูเต ปาฏิโมกขัง อุททิสิตัพพันติ ธัมมิกัง ปาฏิโมกขัฏฐะปะนัง 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       บุคคลมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยินและรังเกียจ ด้วย ศีลวิบัติ /////  ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้า สงฆ์ไม่พึงสวดปาติโมกข์

       ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม 



* * * การงดปาติโมกข์เพราะอาจารวิบัติ 

       สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อิตถันนาโม ปุคคะโล อาจาระวิปัตติยาทิฏฐะสุตะปะริสังกิโต โหติ ตัสสะ ปาฏิโมกขัง ฐะเปมิ นะ ตัส๎มิง สัมมุขีภูเต ปาฏิโมกขัง อุททิสิตัพพันติ ธัมมิกัง ปาฏิโมกขัฏฐะปะนัง 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

       บุคคลมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยินและรังเกียจ ด้วย อาจารวิบัติ /////  ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์

       ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม 



* * * การงดปาติโมกข์เพราะทิฏฐิวิบัติ 

       สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อิตถันนาโม ปุคคะโล ทิฏฐิวิปัตติยาทิฏฐะสุตะปะริสังกิโต โหติ ตัสสะ ปาฏิโมกขัง ฐะเปมิ นะ ตัสมิง สัมมุขีภูเต ปาฏิโมกขัง อุททิสิตัพพันติ ธัมมิกัง ปาฏิโมกขัฏฐะปะนัง 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

       บุคคลมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วย ทิฏฐิวิบัติ /////  ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ไม่พึงสวดปาติโมกข์ 

       ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม 



ข้อสังเกต มีพุทธวจนตรัสว่า “เมื่องดปาติโมกข์แล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตราย 10 อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1.อันตรายแต่พระราชา 2. ...”  แสดงว่ามีการเลิกประชุมสงฆ์เพราะอันตราย 10 ได้  * * * ( 1 )  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


* * * ( 1 ) : ดูเรื่อง ปาติโมกขุทเทส 5 ประกอบ ที่หน้า 273 ( หรือดูที่ ลิงก์นี้ ///// ) และที่หน้า 1059 ( หรือดูที่ ลิงก์นี้ ///// )  



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อริยวินัย ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก : วิธีมอบปาริสุทธิ และมอบฉันทะ  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,060 , 1,061 , 1,062


- จบ -

ฉันทะ/มอบฉันทะ

 




       มอบฉันทะ - พระวินัยในเรื่องการทำอุโบสถ คือ การฟังพระปาติโมกข์หรือสิกขาบทของพระภิกษุร่วมกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระภิกษุทุกรูปต้องเข้าร่วม กรณีที่อาพาธไม่สามารถไปทำอุโบสถได้จะต้องบอกกล่าวพระภิกษุรูปหนึ่งให้นำสาส์นไปแจ้งให้สงฆ์ซึ่งประกอบด้วยสาระสำคัญ 2 อย่างได้แก่

       ( 1 ) ความเป็นผู้บริสุทธิ์ในศีล ปราศจากอาบัติทั้งปวง เรียกว่า ปาริสุทฺธิ และ


       ( 2 ) ความเต็มใจที่จะให้สงฆ์ดำเนินการตามที่ลงมติในสังฆกรรม เรียกว่า ฉนฺท 


       เพื่อให้สงฆ์ทราบว่าท่านซึ่งอาพาธอยู่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ในศีลตามปกติและยินดีให้ทำสังฆกรรมตามมติของที่ประชุม การบอกกล่าวนี้เรียกว่า การมอบปาริสุทธิและการมอบฉันทะ พระภิกษุที่อาพาธจะต้องเข้าไปหาพระภิกษุอื่นและบอกว่า 

       ปาริสุทฺธึ ทมฺมิ, ปาริสุทฺธึ เม หร , ปาริสุทฺธึ เม อาโรเจหิ, ฉนฺทํ ทมฺมิ, ฉนฺทํ เม หร , ฉนฺทํ เม อาโรเจหิ 

       “ข้าพเจ้าขอมอบปาริสุทธิ ขอท่านจงนำปาริสุทธิของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอกปาริสุทธิของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบฉันทะ ขอท่านจงนำฉันทะของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอกฉันทะของข้าพเจ้า”

       กิจการของคฤหัสถ์ซึ่งมีการแต่งตั้งตัวแทนไปเข้าประชุมหรือทำการงานอื่นๆทำนองเดียวกันก็ได้นำสำนวน “มอบฉันทะ” มาใช้ด้วยประการฉะนี้



       ขอบพระคุณข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมพรนุช ตันศรีสุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ 



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.facebook.com/southasianlanguageschula/posts/4355455134516046/  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

ปาริสุทธิ

 




       ปาริสุทธิอุโบสถ อุโบสถที่ภิกษุทำปาริสุทธิ 

       คือแจ้งแต่ความบริสุทธิ์ของกันและกัน ไม่ต้องสวดปาฏิโมกข์ 

       ปาริสุทธิอุโบสถนี้ กระทำเมื่อมีภิกษุอยู่ในวัดเพียงเป็นคณะ คือ 2 - 3 รูป ไม่ครบองค์สงฆ์ 4 รูป 

       ถ้ามีภิกษุ 3 รูปพึงประชุมกันในโรงอุโบสถแล้ว รูปหนึ่งตั้งญัตติดังนี้ : 

       “สุณนฺตุ เม ภนฺเต อายสฺมนฺตา , อชฺชุโปสโถ ปณฺณรโส ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ , มยํ อญฺญมญฺญํ ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กเรยฺยาม”

       แปลว่า: “ท่านทั้งหลาย อุโบสถวันนี้ที่ 15 ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถด้วยกัน”  ( ถ้ารูปที่ตั้งญัตติแก่กว่าเพื่อนว่า อาวุโส แทน ภนฺเต , ถ้าเป็นวัน 14 ค่ำ ว่า จาตุทฺทโส แทน ปณฺณรโส ) 

       ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าเฉวียงบ่านั่งกระหย่งประนมมือ บอกปาริสุทธิว่า :

       “ปริสุทฺโธ อหํ อาวุโส, ปริสุทฺโธ มํ ธาเรถ” ( 3 หน )

       แปลว่า: 

       “ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอทั้งหลายจงจำฉันว่าผู้บริสุทธิ์แล้ว” 


       อีก 2 รูปพึงทำอย่างเดียวกันนั้น ตามลำดับพรรษา 

       คำบอกเปลี่ยนเฉพาะ อาวุโส เป็น ภนฺเต 

       แปลว่า “ผมบริสุทธิ์แล้วขอรับ ขอท่านทั้งหลายจงจำผมว่าผู้บริสุทธิ์แล้ว” 


       ถ้ามี 2 รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ พึงบอกปาริสุทธิแก่กัน 

       ผู้แก่กว่า: “ปริสุทโธ อหํ อาวุโส , ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรหิ” ( 3 หน ) 

       ผู้อ่อนว่า: “ปริสุทฺโธ อหํ ภนฺเต , ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรถ” ( 3 หน )  



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%BB%D2%C3%D4%CA%D8%B7%B8%D4%CD%D8%E2%BA%CA%B6    


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

Thursday, October 13, 2022

ภาคผนวก : ปาติโมกขุทเทส 5

 




ปาติโมกขุทเทส 5

-บาลี มหา. วิ. 4/338/241 


การสวดปาติโมกข์มี 5 วิธี ดังนี้

       1. ภิกษุสวดนิทานจบแล้ว พึงสวด อุทเทส /////  ที่เหลือด้วยสุตบท

       2. ภิกษุสวดนิทาน สวด ปาราชิก 4 /////  จบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท

       3. ภิกษุสวดนิทาน สวดปาราชิก 4 สวด สังฆาทิเสส 13 /////  จบแล้วพึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท 

       4. ภิกษุสวดนิทาน สวดปาราชิก 4 สวดสังฆาทิเสส 13 สวด อนิยต /////  2 จบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท 

       5. ภิกษุสวดโดยพิสดารหมด 


       “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่มีอันตราย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ย่อ

       รูปใดสวดต้องอาบัติทุกกฏ 

       ภิกษุทั้งหลายเมื่อมีอันตรายเราอนุญาตให้ยกปาติโมกข์ ขึ้นแสดงโดยย่อ” 

       อันตรายในเรื่องเหล่านี้คือ 

       1. อันตรายแต่พระราชา 

       2. อันตรายแต่โจร 

       3. อันตรายแต่ไฟ 

       4. อันตรายแต่น้ำ 

       5. อันตรายแต่มนุษย์ 

       6. อันตรายแต่อมนุษย์ 

       7. อันตรายแต่สัตว์ร้าย  

       8. อันตรายแต่สัตว์เลื้อยคลาน

       9. อันตรายต่อชีวิต  

       10. อันตรายต่อพรหมจรรย์  



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อริยวินัย ที่มาในพระไตรปิฎกเล่มอื่นๆ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภาคผนวก : ปาติโมกขุทเทส 5  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 1,059


- จบ -

อนิยต

 




       อนิยต ( อ่านว่า อะนิยด ) - ไม่แน่นอน , ชื่ออาบัติที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็นอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ซึ่งพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย 



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/อนิยต  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       อนิยต คือประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภทกึ่งกลางระหว่างครุกาบัติหรือลหุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติอนิยต ซึ่งอาบัตินี้ขึ้นอยู่กับว่าพระวินัยธรจะวินิจฉัยว่าควรจะให้ปรับอาบัติแบบไหนตามแต่จะได้โทษหนักหรือเบาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 2 ประการดังนี้

       1. นั่งในที่ลับตากับสตรีสองต่อสอง

       2. นั่งในที่ลับหูกับสตรีสองต่อสอง 

       คำว่า อนิยต แปลว่า อาบัติที่ไม่แน่นอนว่าจะให้ปรับเป็นอาบัติปาราชิก , สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ กล่าวคือเมื่อมีผู้พบเห็นหรือได้ยินว่าพระภิกษุอยู่กับสตรีด้วยกันสองต่อสองโดยที่ไม่มีบุคคลที่สาม ( ชายผู้ที่รู้เดียงสา ) อยู่ด้วย จึงได้ไปรายงานต่อพระวินัยธรให้ได้รับทราบ จากนั้นพระวินัยก็จะทำการไต่สวนกับพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหา หากพระภิกษุนั้นยอมรับสารภาพว่าได้กระทำใดๆอย่างใดอย่างหนึ่งกับสตรีที่อยู่ด้วยกันตามที่โจกท์คฤหัสถ์ได้กล่าวหา ทางพระวินัยธรก็จะทำการวินิจฉัยว่าควรจะให้ปรับอาบัติแบบไหนตามแต่หนักหรือเบาตามทางของพระวินัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น

* * * ถ้าพระภิกษุยอมรับว่าเสพเมถุนกับสตรี จึงให้ปรับอาบัติเป็นปาราชิก 

* * * ถ้าพระภิกษุยอมรับว่าแตะต้องหรือพูดจาเกี้ยวพาราณาสีกับสตรี จึงให้ปรับอาบัติเป็นสังฆาทิเสส 

* * * ถ้าพระภิกษุไม่ได้กระทำใดๆกับสตรี แต่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง จึงให้ปรับอาบัติเป็นปาจิตตีย์



* * * : ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/อนิยต 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -