Tuesday, June 7, 2022

ภัตร-ห้ามภัตร-ห้ามภัต

 

ภัตร-ห้ามภัตร-ห้ามภัต 


       ห้ามภัต - การห้ามภัตคือห้ามอาหารที่เขาจะน้อมมาถวาย คือปฏิเสธในการรับในพระวินัยมีองค์แห่งการห้ามภัต 5 ข้อดังนี้  

       ลักษณะห้ามภัต ที่ชื่อว่า ห้ามภัตแล้วคือ

       กำลังฉันอาหารอยู่ 1 

       ทายกนำโภชนะมาถวายอีก 1 

       ทายกอยู่ในหัตถบาส 1 

       ทายกน้อมถวาย 1 

       ภิกษุห้ามเสีย 1 


       ( เล่มที่ 4 ) พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค เล่ม 2 - หน้าที่ 504 

       เพราะบรรดาองค์ 5 นั้น ด้วยองค์ว่า อสนํ ปญฺญายติ นี้ ภิกษุผู้ฉันค้างอยู่ จึงเป็นอันเรียกว่า ผู้ห้ามภัต ส่วนภิกษุใด ชื่อว่าผู้ฉันค้างอยู่ ,โภชนะบางอย่างภิกษุนั้นฉันแล้ว บางอย่างยังไม่ได้ฉัน และเพราะหมายเอาโภชนะที่เธอฉันแล้ว จึงถึงการนับว่า ผู้ฉันเสร็จ

       เพราะฉะนั้น ด้วยคำว่า ภุตฺตาวี เราจึงไม่เห็นความสำเร็จประโยชน์อะไรแผนกหนึ่ง. ก็คำว่า ภุตฺตาวี นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว โดยความเป็นบทบริวารแห่งบทว่า ปวาริตะ และโดยความเป็นพยัญชนะสละสลวย ดุจคำว่า 2 คืนเป็นต้น ในคำว่า 2 - 3 คืน. . .6 คำ 5 คำ. . .เป็นต้น ในองค์ว่า อสนํ ปญฺญายติ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ 


       การฉันค้างปรากฏ อธิบายว่า ถ้าบุคคลผู้กำลังฉันนี้อยู่

       องค์ว่า โภชนํ ปญฺญายติ ได้แก่ โภชนะเพียงพอแก่การห้ามปรากฏอยู่  อธิบายว่า ถ้าโภชนะมีข้าวสุก เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะพึงห้ามมีอยู่ 

       องค์ว่า หตฺถปาเส ฐิโต มีความว่า หากทายกถือเอาโภชนะเพียงพอแก่การห้ามอยู่ในโอกาสประมาณ 2 ศอกคืบ

       องค์ว่า อภิหรติ มีความว่า ถ้าทายกนั้น น้อมภัตนั้นถวายแก่ภิกษุนั้น ด้วยกาย

       องค์ว่า ปฏิกฺเขโป ปญฺญายติ คือการห้ามปรากฏ อธิบายว่าถ้าภิกษุนั้นปฎิเสธโภชนะที่เขาน้อมถวายนั้น ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ภิกษุย่อมเป็นผู้ชื่อว่าห้ามภัตแล้ว ด้วยอำนาจแห่งองค์ 5 ด้วยประการอย่างนี้แล 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ทรงห้ามไม่ให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้น


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 272 )  


       448. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้นทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่ รูปใดให้ลุกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ 


       449. ถ้าให้ลุกขึ้นย่อมเป็นอัน ห้ามภัตร ด้วยพึงกล่าวว่าท่านจงไปหาน้ำมา ถ้าได้ อย่างนี้นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พึงกลืนเมล็ดข้าวให้เรียบร้อยแล้ว จึงให้อาสนะแก่ภิกษุผู้แก่กว่า 


       450. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เรากล่าว มิได้หมายความว่า ภิกษุพึงหวงกันอาสนะแก่ภิกษุผู้แก่กว่าโดยปริยายไรๆ 

       รูปใดหวงกัน ต้องอาบัติทุกกฏ


- จบ -