Tuesday, September 27, 2022

รีต/เข้ารีต

 




       เข้ารีต - ไปถือลัทธิศาสนาอื่น , ผู้ที่ออกจากศาสนาหนึ่ง แล้วไปปฏิญาณตนถือศาสนาใหม่ 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/เข้ารีต 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

ภิกขุนีขันธกะ : เรื่องภิกษุณีไม่บอกลาสิกขา

 




เรื่องภิกษุณีไม่บอกลาสิกขา


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 601 )  


       สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งไม่ได้บอก ลาสิกขา /////  สึกไปแล้ว นางกลับมาขออุปสมบทกะภิกษุณีทั้งหลายอีก

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่ต้องบอกลาสิกขา 

       นางสึกแล้วเมื่อใดไม่เป็นภิกษุณีเมื่อนั้น 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภิกขุนีขันธกะ : เรื่องภิกษุณีไม่บอกลาสิกขา  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 996 



- จบ -

สิกขา/ลาสิกขา

 




       ลาสิกขา หมายถึงการลาจากเพศสมณะของภิกษุ ใช้ว่า ลาสึก ก็มี ที่เรียกว่าลาสิกขา เพราะภิกษุนั้นมีสิกขาหรือข้อที่พึงศึกษาอยู่คือศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อต้องการจะบอกคืนหรือบอกลาข้อที่ศึกษานั้นโดยจะไม่ศึกษาต่อไปจึงเรียกว่า ลาสิกขา 

       การลาสิกขาของภิกษุเรียกว่า ลาสิกขา ไม่ใช่ ลาสิกขาบท 

       ลาสิกขาบท หมายถึงการลาจากสิกขาบทคือศีลที่สมาทาน เช่น แม่ชีหรือผู้ถือเพศนุ่งขาวห่มขาวไม่ปลงผม ประพฤติพรหมจรรย์โดยถือสมาทานสิกขาบท 8 ข้อไว้เป็นการชั่วคราว เมื่ออกจากการถือเพศนั้นโดยการบอกคืนสิกขาบท จึงเรียกว่า ลาสิกขาบท หรือ ลาศีล 
 


ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ลาสิกขา  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

ภิกขุนีขันธกะ : ทรงอนุญาตสมมติภิกษุณีเป็นเพื่อน

 




ทรงอนุญาตสมมติภิกษุณีเป็นเพื่อน


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 599 )  


       สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แล้วบวชในสำนักภิกษุณี เมื่อนางบวชแล้วเด็กจึงคลอด

       ครั้งนั้น นางคิดว่า เราจะพึงปฏิบัติในเด็กชายนี้อย่างไรหนอ

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เลี้ยงดู จนกว่าเด็กนั้นจะรู้เดียงสา



       นางคิดว่าเราจะอยู่แต่ตามลำพังไม่ได้ และภิกษุณีอื่นจะอยู่ร่วมกับเด็กชายอื่นก็ไม่ได้ เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุณีรูปหนึ่ง ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีนั้น 



วิธีสมมติ

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงสมมติอย่างนี้ 

       พึงขอร้องภิกษุณีก่อน 

       ครั้นแล้ว ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วย ญัตติทุติยกรรมวาจา /////  ว่าดังนี้ 


* * * กรรมวาจาให้สมมติ 

       แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน 

       ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้วสงฆ์พึงสมมติภิกษุณีชื่อนี้ ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ 

       นี้เป็นญัตติ 


       แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน 

       สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ การสมมติภิกษุณีชื่อนี้ ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง

       ไม่ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด 


       สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้แล้ว ชอบแก่สงฆ์เหตุนั้นจึงนิ่ง 

       ดิฉันทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ 



       ครั้งนั้น ภิกษุณีเพื่อนของนางคิดว่า เราจะพึงปฏิบัติในเด็กชายนี้อย่างไรหนอ

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปฏิบัติในเด็กชายนั้นเหมือนปฏิบัติในบุรุษอื่น เว้นการนอนร่วมเรือนเดียวกัน



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 600 )  


       สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งต้อง อาบัติหนัก /////  แล้วกำลังประพฤติ มานัต /////  นางคิดว่าเราอยู่แต่ลำพังผู้เดียว และภิกษุณีอื่นจะอยู่ร่วมกับเราก็ไม่ได้ เราพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ 

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุณีรูปหนึ่งให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีนั้น 


วิธีสมมติ 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงสมมติอย่างนี้ 

       พึงขอร้องภิกษุณีก่อน 

       ครั้นแล้วภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าดังนี้


* * * กรรมวาจาให้สมมติ 

       แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน 

       ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุณีชื่อนี้ ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ 

       นี้เป็นญัตติ 


       แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน 

       สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้ การสมมติภิกษุณีชื่อนี้ให้เป็นเพื่อนของ ภิกษุณีชื่อนี้ ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใดแม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง

       ไม่ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด 


       สงฆ์สมมติภิกษุณีชื่อนี้ ให้เป็นเพื่อนของภิกษุณีชื่อนี้แล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง 

       ดิฉันทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภิกขุนีขันธกะ : ทรงอนุญาตสมมติภิกษุณีเป็นเพื่อน  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 995 , 996
 


- จบ -

ภิกขุนีขันธกะ : ข้ออนุญาตในการอยู่ป่า

 




ข้ออนุญาตในการอยู่ป่า


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 597 )  


       สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายอยู่ในป่า พวกนักเลงประทุษร้าย

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงอยู่ในป่า 

       รูปใดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 598 )  


       สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์

       … ตรัสว่า  


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโรงเก็บของ 



       โรงเก็บของไม่พอ

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตที่อยู่ 



       ที่อยู่ไม่พอ

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต นวกรรม /////  



       นวกรรมไม่พอ 

       … ตรัสว่า 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำแม้เป็นส่วนบุคคล 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภิกขุนีขันธกะ : ข้ออนุญาตในการอยู่ป่า  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 994 , 995



- จบ -

กาสาวะ/ผ้ากาสาวะ

 




       กาสาวพัสตร์ ( อ่านว่า กาสาวะพัด ) แปลว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ( บาลี: kasāva กาสาว; สันสกฤต: काषाय kāṣāya กาษาย ; จีน: 袈裟 ; พินอิน : jiāshā ; ญี่ปุ่น : 袈裟 ; ทับศัพท์ : kesa ; เกาหลี : 가사 ; ฮันจา : 袈裟 ; อาร์อาร์ : gasa ; เวียดนาม : cà-sa ) เป็นคำเรียกผ้าที่พระสงฆ์ใช้นุ่งห่ม ผ้านุ่งห่มของพระสงฆ์ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแก่นขนุนหรือสีกรัก ก็เรียกว่าเป็นผ้ากาสวพัสตร์ทั้งสิ้น ถือว่าเป็นของสูง เป็นของพระอริยะ เป็นเครื่องนุ่งห่มของพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานอนุญาตให้พระสาวกใช้ได้ จัดเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง 

       ผ้ากาสาวะ หรือ "กาสาวพัสตร์" ในพระไตรปิฎกท่านเรียกว่า "อรหทฺธช" แปลกันว่า "ธงชัยของพระอรหันต์" ( The flag or banner of an Arahant ) มีนัยว่า ผู้ครองผ้ากาวะ หรือ "แต่งเครื่องแบบชนิดนี้" ก็คือ ผู้ประกาศตน หรือ "ชูธง" ที่จะมุ่งดำเนินไปสู่ความเป็นพระอรหันต์นั่นเอง 

       คำว่า กาสาวพัสตร์ ในความหมายรวมๆ ก็คือผ้าเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา เช่น แม่พูดกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย บวชให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลืองสักพรรษานะลูก” คำว่า ผ้าเหลือง ในที่นี้ก็คือผ้ากาสาวพัสตร์ นั่นเอง 



ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/กาสาวพัสตร์  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  


- จบ -

ภิกขุนีขันธกะ : ทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยทูต

 




ทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยทูต


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 595 )  


       โดยสมัยนั้นแล หญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสี บวชในสำนักภิกษุณี ก็นางปรารถนาจะไปเมืองสาวัตถีด้วยตั้งใจว่า จักอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พวกนักเลงได้ทราบข่าวว่าหญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสี ปรารถนาจะไปเมืองสาวัตถีจึงแอบซุ่มอยู่ใกล้หนทาง นางได้ทราบข่าวว่า พวกนักเลงแอบซุ่มอยู่ใกล้หนทาง จึงส่งทูตไปในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า หม่อมฉันปรารถนาจะอุปสมบท หม่อมฉันจะพึงปฏิบัติอย่างไร

       ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำ ธรรมีกถา /////  ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 


       625. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีอุปสมบท แม้โดยทูต 


       ภิกษุทั้งหลายให้ภิกษุณีอุปสมบท โดย ภิกษุ /////  เป็นทูต

       … ตรัสว่า 


       626. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ภิกษุณีอุปสมบทโดยภิกษุเป็นทูต

       รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ 



       ภิกษุทั้งหลายให้ภิกษุณีอุปสมบทโดย สิกขมานา /////  เป็นทูต … 


       ให้ภิกษุณีอุปสมบทโดย สามเณร /////  เป็นทูต … 


       ให้ภิกษุณีอุปสมบทโดย สามเณรี /////  เป็นทูต … 


       ให้ภิกษุณีอุปสมบทโดย ภิกษุณี /////  ผู้เขลา ไม่ฉลาดเป็นทูต


       … ตรัสว่า 


       627.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ภิกษุณีอุปสมบทโดยภิกษุณีผู้เขลา ไม่ฉลาดเป็นทูต 

       รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีอุปสมบทโดยภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถเป็นทูต 


       ภิกษุณีผู้เป็นทูตนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่งประคองอัญชลีกล่าวอย่างนี้ ว่าดังนี้ 

       พระคุณเจ้า เจ้าข้า นางชื่อนี้ เป็น อุปสัมปทาเปกขะ /////  ของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกนางขึ้นเถิด เจ้าข้า 


       พระคุณเจ้า เจ้าข้า นางชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ 

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       แม้ครั้งที่สอง นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกนางขึ้นเถิด เจ้าข้า 


       พระคุณเจ้า เจ้าข้า นางชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ 

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       แม้ครั้งที่สาม นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกนางขึ้นเถิด เจ้าข้า 



* * * ญัตติจตุตถกรรมวาจาให้อุปสมบทด้วยทูต  


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 596 )  


       ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วย ญัตติจตุตถกรรมวาจา /////  ว่าดังนี้ 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       นางชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็น ปวัตตินี /////  ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี 

       นี้เป็นญัตติ 


       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       นางชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ 

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของนางชื่อนี้ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง 

       ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด 


       ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สอง … 


       ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม 

       ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า 

       นางชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ 

       นางมาไม่ได้เพราะอันตรายบางอย่าง 

       นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้นางชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของนางชื่อนี้ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็น
ปวัตตินี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง 

       ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด 


       นางชื่อนี้ อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง 

       ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ 


       ทันใดนั้น พึงวัดเงาแดด พึงบอกประมาณแห่งฤดู พึงบอกส่วนแห่งวัน พึงบอกข้อเบ็ดเสร็จ พึงสั่งภิกษุณีทั้งหลายว่า พวกเธอจงบอก นิสัย 3 /////  อกรณียกิจ 8 /////  แก่ภิกษุณีนั้น 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 2 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 7 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 6 : ภิกขุนีขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ภิกขุนีขันธกะ : ทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยทูต  



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 992 , 993 , 994



- จบ -