Sunday, April 3, 2022

สมถขันธกะ : มูลแห่งกิจจาธิกรณ์

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : มูลแห่งกิจจาธิกรณ์



มูลแห่งกิจจาธิกรณ์


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 649 )  


       อะไรเป็นมูลแห่ง  กิจจาธิกรณ์ /////  

       สงฆ์เป็นมูลอันหนึ่งแห่งกิจจาธิกรณ์ 



อธิกรณ์เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต 

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 650 )  


       วิวาทาธิกรณ์ ///// เป็น กุศล อกุศล อัพยากฤต /////  

       วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศลก็มี 

       เป็นอกุศลก็มี  

       เป็นอัพยากฤตก็มี 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 651 )  


       บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์เป็นอกุศล เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ มีจิตเป็นอกุศล วิวาทกันว่า 

       1. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม 

       2. นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย 

       3. นี้พระตถาคตเจ้าตรัสภาษิตไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ตรัสภาษิตไว้ 

       4. นี้พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา 

       5. นี้พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ 

       6. นี้เป็น อาบัติ /////  นี้ไม่เป็นอาบัติ 

       7. นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก 

       8. นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ 

       9. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ 


       ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความทุ่มเถียง การกล่าวต่างกัน การกล่าวโดยประการอื่น การพูดเพื่อความกลัดกลุ้มใจ ความหมายมั่นในเรื่องนั้น อันใด นี้เรียกว่า วิวาทาธิกรณ์เป็นอกุศล 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 652 )  


       บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ มีจิตเป็นกุศล วิวาทกันว่า 

       1. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม … 

       9. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ 


       ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความทุ่มเถียง การกล่าวต่างกัน การกล่าวโดยประการอื่น การพูดเพื่อความกลัดกลุ้มใจ ความหมายมั่นในเรื่องนั้นอันใด นี้เรียกว่า วิวาทาธิกรณ์เป็นกุศล 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 653 )  


       บรรดาวิวาทาธิกรณ์นั้น วิวาทาธิกรณ์เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ มีจิตเป็นอัพยากฤต วิวาทกันว่า

       1. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม … 

       9. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ 


       ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความทุ่มเถียง การกล่าวต่างกัน การกล่าวโดยประการอื่น การพูดเพื่อความกลัดกลุ้มใจ ความหมายมั่นในเรื่องนั้น อันใด นี้เรียกว่า วิวาทาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 654 )  


       อนุวาทาธิกรณ์ /////  เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต 

       อนุวาทาธิกรณ์เป็น กุศลก็มี 

       อกุศลก็มี  

       อัพยากฤตก็ม 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 655 )  

       บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตเป็นอกุศลย่อมโจทภิกษุ ด้วย  ศีลวิบัติ /////  อาจารวิบัติ /////  ทิฏฐิวิบัติ /////  หรือ อาชีววิบัติ /////  

       การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วงความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การตามเพิ่มกำลังให้ในเรื่องนั้น อันใดนี้เรียกว่า อนุวาทาธิกรณ์เป็นอกุศล 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 656 )  


       บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นกุศล เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตเป็นกุศล ย่อมโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ หรืออาชีววิบัติ

       การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การตามเพิ่มกำลังให้ ในเรื่องนั้น อันใด นี้เรียกว่า อนุวาทาธิกรณ์เป็นกุศล 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 657 )  


       บรรดาอนุวาทาธิกรณ์นั้น อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีจิตเป็นอัพยากฤต ย่อมโจทภิกษุด้วย ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ หรืออาชีววิบัติ 

       การโจท การกล่าวหา การฟ้องร้อง การประท้วง ความเป็นผู้คล้อยตาม การทำความอุตสาหะโจท การตามเพิ่มกำลังให้ ในเรื่องนั้น อันใดนี้เรียกว่า อนุวาทาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 658 )  


         อาปัตตาธิกรณ์ ///// เป็นอกุศล อัพยากฤต  

       อาปัตตาธิกรณ์เป็นอกุศลก็มี 

       อัพยากฤตก็มี  

       อาปัตตาธิกรณ์เป็นกุศลไม่มี 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 659 )  


       บรรดาอาปัตตาธิกรณ์นั้น อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล เป็นไฉน 

       ภิกษุรู้อยู่ เข้าใจอยู่ จงใจ ฝ่าฝืน ละเมิดอาบัติใด นี้เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์เป็นอกุศล 


       บรรดาอาปัตตาธิกรณ์นั้น อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน 

       ภิกษุไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่จงใจ ไม่ฝ่าฝืน ละเมิดอาบัติใด นี้เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 660 )  


         กิจจาธิกรณ์ ///// เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต 

       กิจจาธิกรณ์เป็นกุศลก็มี 

       อกุศลก็มี  

       อัพยากฤตก็มี 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 661 )  


       บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นอกุศล เป็นไฉน 

       สงฆ์มีจิตเป็นอกุศล ทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม /////  ญัตติกรรม /////  ญัตติทุติยกรรม /////  ญัตติจตุตถกรรม /////  นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์เป็นอกุศล



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 662 )  


       บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นกุศล เป็นไฉน 

       สงฆ์มีจิตเป็นกุศล ทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์เป็นกุศล 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 663 )  


       บรรดากิจจาธิกรณ์นั้น กิจจาธิกรณ์ที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน 

       สงฆ์มีจิตเป็นอัพยากฤต ทำกรรมอันใด คือ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม นี้เรียกว่า กิจจาธิกรณ์เป็นอัพยากฤต 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : มูลแห่งกิจจาธิกรณ์ 



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 775 , 776 , 777 , 778



- จบ -

อัพยากฤต

 

อัพยากฤต 



       อัพยากฤต ( อ่านว่า อับ-พะ-ยา-กฺริด ) - น. กลาง ๆ ระหว่างกุศลกับอกุศล คือไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศล ในความว่า ธรรมที่เป็นอัพยากฤต. (ส.; ป. อพฺยากต).  


ข้างบนนี้ เอาข้อมูลมาจาก : https://www.xn--q3c2aquc2kd.com/define/อัพยากฤต    


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

อัพยากตธรรม 

       ไม่ดีไม่ชั่วในตัวมันเอง

       อ่านว่า อับ-พะ-ยา-กะ-ตะ-ทำ 

       แยกศัพท์เป็น อัพยากต + ธรรม 

       ( 1 ) “อัพยากต” เขียนแบบบาลีเป็น “อพฺยากต” อีกรูปหนึ่งเป็น “อวฺยากต” รากศัพท์เดิมมาจาก น + วิ + อา + กต 

( ก ) วิ ( คำอุปสรรค = วิเศษ , พิเศษ , แจ้ง , ต่าง ) + อา ( คำอุปสรรค = ทั่วไป , ยิ่ง , กลับความ ) + กรฺ ( ธาตุ = ทำ ) + ต ปัจจัย , แผลง อิ ที่ วิ เป็น ย ( วิ > วฺย ) , ลบ รฺ ที่สุดธาตุ ( กรฺ > ก ) 


       : วิ > วฺย + อา + กรฺ = วฺยากรฺ + ต = วฺยากรต > วฺยากต แปลตามศัพท์ว่า “ทำให้กระจ่างแจ้งทั่วถึง”

       “วฺยากต” เป็นศัพท์กิริยากิตก์และใช้เป็นคุณศัพท์ได้ด้วย มีความหมายดังนี้ – 

       ( 1 ) ตอบ , อธิบาย , ประกาศ , ตัดสิน ( answered , explained , declared , decided ) 

       ( 2 ) ทำนาย ( predicted ) 

       ( 3 ) ตกลง , ตกลงใจ ( settled , determined ) 

( ข ) น ( นิบาตบอกความปฏิเสธ = ไม่, ไม่ใช่ ) + วฺยากต แปลง น เป็น อ ตามกฎไวยากรณ์บาลี : 

       ( 1 ) ถ้าพยางค์แรกของคำที่ “น” ไปประสมด้วย ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ท่านให้แปลง “น” เป็น “อ” ( อะ ) 

       ( 2 ) ถ้าพยางค์แรกของคำที่ “น” ไปประสมด้วย ขึ้นต้นด้วยสระ คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ท่านให้แปลง “น” เป็น “อน” ( อะ-นะ ) 

       ในที่นี้ “วฺยากต” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ดังนั้นจึงต้องแปลง “น” เป็น “อ”


       : น + วฺยากต = นวฺยากต > อวฺยากต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่ได้ทำให้กระจ่างแจ้งทั่วถึง” 

       “อวฺยากต” แปลง วฺ เป็น พฺ ได้อีกรูปหนึ่งเป็น “อพฺยากต” ( อับ-เพีย-กะ-ตะ ) 

       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อพฺยากต” ว่า unexplained , undecided , not declared , indeterminate ( มิได้อธิบาย , มิได้ตัดสินใจ , มิได้ประกาศ , ไม่กำหนดหมาย ) 

       “อพฺยากต” เขียนแบบไทยเป็น “อัพยากต” ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บไว้เป็นรูปคำสันสกฤตว่า “อัพยากฤต” ( อับ-พะ-ยา-กฺริด ) บอกไว้ว่า – 

       “อัพยากฤต : ( คำนาม ) กลาง ๆ ระหว่างกุศลกับอกุศล คือไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศล ในความว่า ธรรมที่เป็นอัพยากฤต. ( ส. ; ป. อพฺยากต )” 


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายไว้ว่า – 

       “อัพยากฤต : “ซึ่งท่านไม่พยากรณ์” , มิได้บอกว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ( ไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศล ) คือ เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล ได้แก่ วิบาก กิริยา รูป และนิพพาน.” 

       ในที่นี้คงเขียนตามรูปบาลีเป็น “อัพยากต” 


       ( 2 ) “ธรรม” 

       บาลีเป็น “ธมฺม” ( ทำ-มะ ) รากศัพท์มาจาก ธรฺ ( ธาตุ = ทรงไว้ ) + รมฺม ( ปัจจัย ) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ ( ธรฺ > ธ ) และ ร ต้นปัจจัย ( รมฺม > มฺม ) 

       : ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม ( ปุงลิงค์ ) แปลตามศัพท์ว่า – 

       ( 1 ) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” ( หมายถึงบุญ ) 

       ( 2 ) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” ( หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม ) 

       ( 3 ) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” ( หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล )  

       ( 4 ) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” ( หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป )  

       ( 5 ) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” ( หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล )  


       คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลางๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้” 

       “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม” 

       อพฺยากต + ธมฺม = อพฺยากตธมฺม ( อับ-เพีย-กะ-ตะ-ทำ-มะ ) แปลว่า “สภาพที่ไม่ได้ทำให้กระจ่างแจ้งทั่วถึง” ทับศัพท์แบบไทยว่า “อัพยากตธรรม” ความหมายหลักอยู่ที่คำว่า “อัพยากต” ดังที่แสดงไว้ข้างต้น 


ขยายความ : 

       เวลาไปฟังสวดพระอภิธรรม ถ้าใครยังพอระลึกได้ก็ย่อมจะได้ยินพระท่านสวดบทแรกว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา

       กุสลา ธมฺมา = ธรรมที่เป็นกุศล คือเป็นฝ่ายดี 

       อกุสลา ธมฺมา = ธรรมที่เป็นอกุศล คือเป็นฝ่ายชั่ว 

       อพฺยากตา ธมฺมา = ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว 

       “อพฺยากตา ธมฺมา” คำนี้แหละที่ผู้เขียนบาลีวันละคำเอามาเรียกเป็น “อัพยากตธรรม” หมายถึง สิ่งที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วในตัวมันเอง

       เช่นระบบสื่อสารที่เรารู้จักกันว่า “เฟซบุ๊ก” มันไม่ดีไม่ชั่วในตัวมันเอง แล้วแต่ว่าคนที่มาเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กจะใช้เพื่อการอันใด

       ใช้เฟซบุ๊กทำดีก็ได้ 

       ใช้เฟซบุ๊กทำชั่วก็ได้ 

       ดังนี้ ย่อมกล่าวได้ว่า เฟซบุ๊กเป็นอัพยากตธรรม 


- จบ -

สมถขันธกะ : มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์
 



มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 648 )  


       อะไรเป็นมูลแห่ง อาปัตตาธิกรณ์ /////   

       สมุฏฐาน /////  แห่งอาบัติ 6 อย่าง เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ คือ

       1. อาบัติ ///// เกิดทางกาย ไม่ใช่ทางวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี 

       2. อาบัติเกิดทางวาจา ไม่ใช่ทางกาย ไม่ใช่ทางจิต ก็มี 

       3. อาบัติเกิดทางกายกับวาจา ไม่ใช่ทางจิต ก็มี 

       4. อาบัติเกิดทางกายกับจิต ไม่ใช่ทางวาจา ก็มี 

       5. อาบัติเกิดทางวาจากับจิต ไม่ใช่ทางกาย ก็มี 

       6. อาบัติเกิดทางกาย วาจา และจิต ก็มี 


       สมุฏฐานแห่งอาบัติ 6 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : มูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์ 



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 774 , 775
 


- จบ -

สมุฏฐาน

 

สมุฏฐาน


       สมุฏฐาน ( อ่านว่า สะ-หฺมุด-ถาน ) - ที่เกิด ที่ตั้ง เหตุ เช่น สมุฏฐานของโรค โรคนี้มีจิตเป็นสมุฏฐาน   


- จบ -

สมถขันธกะ : มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์  



มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 637 )  


       อะไรเป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ 

       รากแห่งการเถียงกัน 6 อย่าง เป็นมูลแห่ง วิวาทาธิกรณ์ /////

       รากแห่งอกุศลทั้ง 3 เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์  

       รากแห่งกุศลทั้ง 3 เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ 


       รากแห่งการเถียงกัน 6 อย่าง เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ เป็นผู้ถือโกรธ 

       ภิกษุที่มักโกรธถือโกรธนั้น ย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ใน สิกขา ///// 

       ภิกษุที่ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ แม้ในสิกขาก็ไม่ทำให้บริบูรณ์นั้น ย่อมยังวิวาทให้เกิดในสงฆ์ การวิวาทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอเล็งเห็นรากแห่งการเถียงกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอกได้ พวกเธอในบริษัทนั้น พึงพยายามละรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้นแหละเสีย  

       ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นรากแห่งการเถียงกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความยืดยาวไป แห่งรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้นแหละ 

       ความละรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้น ย่อมมีด้วยอย่างนี้  

       ความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้น ย่อมมีต่อไปด้วยอย่างนี้  



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 638 )  


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอีก  

       ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ตีเสมอท่าน …

       ภิกษุเป็นผู้มีปรกติ อิสสา /////  ตระหนี่ … 

       ภิกษุเป็นผู้อวดดี เจ้ามายา …

       ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด … 

       ภิกษุเป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ยาก

       ภิกษุผู้ที่ถือแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ยากนั้น ย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา  

       ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ แม้ในสิกขาก็ไม่ทำให้บริบูรณ์นั้น ย่อมยังวิวาทให้เกิดในสงฆ์ การวิวาทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอเล็งเห็นรากแห่งการเถียงกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอกได้ พวกเธอในบริษัทนั้น พึงพยายามละรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้นแหละเสีย  

       ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นรากแห่งการเถียงกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้น พึงปฏิบัติเพื่อความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้น ย่อมมีด้วยอย่างนี้ 

       ความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการเถียงกันอันลามกนั้น ย่อมมีต่อไปด้วยอย่างนี้

       รากแห่งการวิวาท 6 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ 



* * * อกุศลมูล 3

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 639 )  


       รากแห่งอกุศล 3 เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ มีจิตโลภวิวาทกัน มีจิตโกรธวิวาทกัน มีจิตหลงวิวาทกันว่า

       1. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม 

       2. นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย 

       3. นี้พระตถาคตเจ้าตรัสภาษิตไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ตรัสภาษิตไว้ 

       4. นี้พระตถาคตเจ้าทรงประพฤติมา นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงประพฤติมา 

       5. นี้พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ นี้พระตถาคตเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ 

       6. นี้เป็น อาบัติ /////  นี้ไม่เป็นอาบัติ 

       7. นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก 

       8. นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ นี้เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ 

       9. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ 


       รากแห่งอกุศล 3 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ 



* * * กุศลมูล 3 

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 640 )  


       371.รากแห่งกุศล 3 เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ 

       มีจิตไม่โลภวิวาทกัน 

       มีจิตไม่โกรธวิวาทกัน  

       มีจิตไม่หลงวิวาทกันว่า 

       1. นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม … 

       9. นี้เป็นอาบัติชั่วหยาบ นี้เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ 


       รากแห่งกุศล 3 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์   



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 770 , 771 , 772



- จบ -


สมถขันธกะ : มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์
 



มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 641 )  


       อะไรเป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์

       รากแห่งการโจท 6 อย่าง เป็นมูลแห่ง  อนุวาทาธิกรณ์ ///// 

       รากแห่งอกุศลทั้ง 3 เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 

       รากแห่งกุศลทั้ง 3 เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 

       แม้กายก็เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์

       แม้วาจาก็เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 642 )  


       รากแห่งการโจท 6 อย่าง เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ ถือโกรธ

       ภิกษุที่มักโกรธ ถือโกรธนั้น ย่อมไม่มีความเคารพ ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ใน สิกขา /////  

       ภิกษุที่ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ แม้ในสิกขาก็ไม่ทำให้บริบูรณ์นั้น ย่อมยังการโจทกันให้เกิดในสงฆ์ 

       การโจทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชนมาก เพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอเล็งเห็นรากแห่งการโจทกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอกได้ พวกเธอในบริษัทนั้น พึงพยายามละรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้นแหละเสีย  

       ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นรากแห่งการโจทกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้นพึงปฏิบัติเพื่อความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้นแหละ  

       ความละรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้น ย่อมมีด้วยอย่างนี้  

       การยืดเยื้อแห่งรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้น ย่อมมีต่อไปด้วยอย่างนี้ 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 643 )  


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอีก  

       ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ตีเสมอท่าน … 

       ภิกษุเป็นผู้มีปรกติ อิสสา /////  ตระหนี่ … 

       ภิกษุเป็นผู้อวดดี เจ้ามายา … 

       ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด … 

       ภิกษุเป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ยาก 

       ภิกษุที่ถือแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ยากนั้น ย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ ย่อมไม่ทำให้
บริบูรณ์แม้ในสิกขา  

       ภิกษุที่ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์อยู่ แม้ในสิกขา ก็ไม่ทำให้บริบูรณ์นั้น ย่อมยังการโจทกันให้เกิดในสงฆ์  

       การโจทกันย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชนมากเพื่อความพินาศแก่ชนมาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ดูกรภิกษุทั้งหลาย  

       ถ้าพวกเธอเล็งเห็นรากแห่งการโจทกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอกได้ พวกเธอในบริษัทนั้น พึงพยายามและรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้นแหละเสีย  

       ถ้าพวกเธอไม่เล็งเห็นรากแห่งการโจทกันเห็นปานนี้ ทั้งภายในและภายนอก พวกเธอในบริษัทนั้น พึงปฏิบัติเพื่อความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้นแหละ  

       ความละรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้นย่อมมีด้วยอย่างนี้ 

       ความยืดเยื้อแห่งรากแห่งการโจทกันอันลามกนั้น ย่อมมีต่อไปด้วยอย่างนี้

       รากแห่งการโจทกัน 6 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



* * * อกุศลมูล 3

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 644 )  


       อกุศลมูล 3 อย่าง เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ 

       ย่อมมีจิตโลภโจท 

       ย่อมมีจิตโกรธโจท  

       ย่อมมีจิตหลงโจทภิกษุ 

       ด้วย ศีลวิบัติ /////  อาจารวิบัติ /////  ทิฏฐิวิบัติ /////  หรือ อาชีววิบัติ /////   

       อกุศลมูล 3 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



* * * กุศลมูล 3

( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 645 )  


       กุศลมูล ๓ อย่าง เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้  

       ย่อมมีจิตไม่โลภโจท  

       ย่อมมีจิตไม่โกรธโจท  

       ย่อมมีจิตไม่หลงโจทภิกษุ  

       ด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ หรือ อาชีววิบัติ  

       กุศลมูล 3 อย่างนี้ เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 646 )  


       อนึ่ง กาย เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน  

       ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีผิวพรรณน่ารังเกียจ ไม่น่าดู มีรูปร่างเล็ก มีอาพาธมากเป็นคนบอด ง่อย กระจอก หรืออัมพาต 

       ภิกษุทั้งหลายย่อมโจทภิกษุนั้น ด้วยกายใด  

       กายนี้ เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 647 )  


       อนึ่ง วาจา เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ เป็นไฉน  

       ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นคนพูดไม่ดี พูดไม่ชัด พูดระราน  

       ภิกษุทั้งหลายย่อมโจทภิกษุนั้น ด้วยวาจาใด  

       วาจานี้ เป็นมูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : มูลแห่งอนุวาทาธิกรณ์ 



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 772 , 773 , 774
 


- จบ -

อิสสา


 อิสสา


ธรรมฝ่ายชั่วนี้มี 3 อย่าง คือ

* * * โทสะ เป็นธรรมชาติที่ประทุษร้ายหรือความโกรธ 

* * * อิสสา เป็นธรรมชาติที่ไม่พอใจในคุณสมบัติหรือคุณความดีของผู้อื่นหรือความอิจฉา 

* * * มัจฉริยะ เป็นธรรมชาติที่หวงแหนในสมบัติและคุณความดีของตนหรือความตระหนี่ 

* * * กุกกุจจะ เป็นธรรมชาติที่รำคาญใจในความชั่วที่ได้ทำแล้วและรำคาญใจหรือร้อนใจทียังไม่ได้ทำความดี 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

อิจฉา ไม่ได้เพี้ยนมาจาก “อิสสา”   /  ทำความรู้จักกับ “อิจฉา” และ “อิสสา” ในบาลี 


       ( 1 ) “อิจฉา” บาลีเขียน “อิจฺฉา” ( มีจุดใต้ จ ) อ่านว่า อิด-ฉา รากศัพท์มาจาก อิสฺ ( ธาตุ = ปรารถนา , อยาก ) + ณฺย ปัจจัย ( ปัจจัยตัวนี้ลงในคำใด ทำให้คำนั้นเป็นภาวนามหรืออาการนาม มักขึ้นต้นคำแปลว่า “ความ- ,” หรือ “การ-” ) , ลบ ณฺ ( ณฺย > ย ) , แปลง ย กับ สฺ ที่สุดธาตุเป็น จฺฉ ( อิสฺ + ย = อิสฺย > อิจฺฉ ) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์


: อิสฺ + ณฺย = อิสฺณฺย > อิสฺย > อิจฺฉ + อา = อิจฺฉา แปลตามศัพท์ว่า “กิริยาที่อยากได้” หรือ “ความอยากได้” หมายถึง ความปรารถนา , ความประสงค์ , ความต้องการ 


พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อิจฺฉา” ว่า wish , longing , desire ( ความปรารถนา, ความประสงค์, ความอยากได้ ) 


       ( 2 ) “อิสสา” 

       บาลีเขียน “อิสฺสา” ( มีจุดใต้ ส ) อ่านว่า อิด-สา รากศัพท์มาจาก อิสฺสฺ ( ธาตุ = ไม่พอใจ ) + อ ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์


: อิสฺสฺ + อ = อิสฺส + อา = อิสฺสา แปลตามศัพท์ว่า “กิริยาที่ไม่พอใจในความดีทั้งที่มีอยู่ของผู้อื่น”

       คำว่า “อิสฺสา” นี้ เราไม่คุ้นในภาษาไทย จึงควรขยายความอีกเล็กน้อย กล่าวคือ บทวิเคราะห์ ( คือการกระจายคำเพื่อหาความหมาย ) ของคำว่า “อิสฺสา” ท่านแสดงเป็นสูตรไว้ว่า “อิสฺสติ สนฺเตสุปิ คุเณสุ วจสา มนสา วา โทสาโรปนํ กโรตีติ อิสฺสา” แปลเต็มความว่า “กิริยาที่ไม่พอใจในความดีทั้งที่มีอยู่ของผู้อื่น คือทำการยกความผิด ( ข้อบกพร่อง ข้อเสียหายของผู้อื่น ) ด้วยการพูด หรือด้วยการคิด”


ขยายความว่า : เมื่อเห็นผู้อื่นได้รับผลดีจะเนื่องด้วยเขามีคุณความดีหรือด้วยเหตุอย่างใดๆ ก็ตาม ก็ไม่พอใจ ความไม่พอใจนั้นอาจแสดงออกมาเป็นคำพูด หรือแม้ไม่พูดออกมาก็ครุ่นคิดขุ่นมัวอยู่ในใจตัวเอง นี่คือ “อิสฺสา” 


       พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อิสฺสา” ว่า jealousy , anger , envy , ill-will ( ความอิจฉา , ความโกรธเคือง , ความริษยา , เจตนาร้าย ) 


       คำว่า “อิสฺสา” นี้ เราใช้อิงรูปสันสกฤตเป็น “ริษยา” 


       คราวนี้มาดูความหมายของคำเหล่านี้ที่เราเอาใช้ในภาษาไทย 


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

       ( 1 ) อิจฉา : ( คำกริยา ) เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง ( มีความหมายเบากว่า ริษยา ) ( ป. , ส. อิจฺฉา ว่า ความอยาก, ความต้องการ, ความปรารถนา ) 

       ( 2 ) อิสสา : ( คำนาม ) ความหึงหวง , ความชิงชัง  ( ป. ; ส. อีรฺษฺยา ) 

       ( 3 ) ริษยา : ( คำกริยา ) อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี , เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ ( ส. อีรฺษฺยา; ป. อิสฺสา ) 

       โปรดสังเกตเป็นพิเศษที่คำว่า “อิจฉา” ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นความหมายของ “ริษยา” และโปรดอย่าลืมว่า “ริษยา” ก็คือ “อิสฺสา” ในบาลี 


       สรุปว่า ในบาลีมีทั้ง “อิจฺฉา” ( ความปรารถนา , ความประสงค์ , ความอยากได้ – wish , longing , desire ) และ “อิสฺสา” ( คือ “ริษยา” ความโกรธเคือง , ความริษยา , เจตนาร้าย – jealousy , anger , envy , ill-will ) และคำบาลีเมื่อเอามาใช้ในภาษาไทย บางคำความหมายเคลื่อนที่หรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม 


อภิปราย :

       มีผู้แสดงความเห็น ( ซึ่งอาจถือว่าเป็นทฤษฎี ) ว่า คำว่า “อิสฺสา” ในบาลีนี้คนในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยออกเสียงถูกต้อง คือออกเสียงว่า อิด-สา ( อย่าลืมว่า “อิสฺสา” คือ “ริษยา” : อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี , เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ – jealousy , anger , envy , ill-will ) 

       แต่คำว่า “อิสฺสา” ในบาลีนี้ คนในแถบภาคกลางของไทยออกเสียงเพี้ยนไปเป็น “อิจฉา” ( รูปและเสียงไปตรงกับ “อิจฺฉา” ความปรารถนา , ความประสงค์ , ความอยากได้ – wish , longing , desire ) 

       ดังนั้น “อิจฉา” ในภาษาไทยจึงหมายถึง “เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง” โดยเฉพาะความหมายที่ว่า “เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ” นั้น เป็นความหมายของ “อิสฺสา” ในบาลีตรงๆ


       สรุปทฤษฎีว่า “อิจฉา” ต้องหมายถึง “เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ” อันเป็นความหมายของ “อิสสา” ก็เพราะ “อิจฉา” คือ “อิสสา” ที่คนภาคกลางออกเสียงเพี้ยนนั่นเอง 


       ถ้าทฤษฎีนี้ถูกต้อง : คำว่า “อิจฉา” คนภาคกลางของไทยออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “อิสฺสา” ในบาลี ดังนั้น ความหมายของ “อิจฉา” ในภาษาไทยจึงเป็นความหมายของ “อิสฺสา” ในบาลี 


       ก็จะต้องมีคำตอบสำหรับคำที่จะยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ — 

       – คำว่า “โมโห” ในบาลีหมายถึง ความหลง แต่ในภาษาไทยหมายถึง ความโกรธ 

       – คำว่า “สงสาร” ในบาลีหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด แต่ในภาษาไทยหมายถึง รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น 

       – คำว่า “เวทนา” ในบาลีหมายถึง “เสวยอารมณ์” คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ แต่ในภาษาไทยหมายถึง สังเวชสลดใจ 

       ถามว่า คำว่า “โมโห” “สงสาร” “เวทนา” คนภาคกลางของไทยออกเสียงเพี้ยนมาจากคำอะไรในบาลี? 


- จบ -