Thursday, March 24, 2022

สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม


ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 610 )  


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญาณเป็นธรรมอย่างไร

       ภิกษุต้อง อาบัติปาราชิก /////  สงฆ์ หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก 

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละ คุณ ผมต้องอาบัติปาราชิก 

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม 



       ภิกษุต้อง อาบัติสังฆาทิเสส  ///// … 


       ภิกษุต้อง อาบัติถุลลัจจัย /////  … 


       ภิกษุต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ///// … 


       ภิกษุต้อง อาบัติปาฏิเทสนียะ /////   … 


       ภิกษุต้อง อาบัติทุกกฏ /////  … 



       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาษิต สงฆ์ หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้อง อาบัติทุพภาสิต /////

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละคุณ ผมต้องอาบัติทุพภาสิต  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุพภาสิต  

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม 



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 752



- จบ -

Monday, March 21, 2022

สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม

 

คำตรัสจากพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้า

เรื่อง สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม
 



ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


( เนื้อหาข้างล่างนี้ มีเลขอ้างอิง ( บรรพ ) ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เป็นเลขที่ : 609 )  


       330. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญาณที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้  ที่เป็นธรรมอย่างนี้ 

       การทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรมอย่างไร 

       ภิกษุต้อง อาบัติปาราชิก /////  สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก 

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติสังฆาทิเสส  /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ 2 -  3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก 

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติถุลลัจจัย /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติถุลลัจจัย 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติปาจิตตีย์ /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ 2 -  3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติปาฏิเทสนียะ /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก 

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติทุกกฏ /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ  

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้อง อาบัติทุพภาสิต /////  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุพภาสิต  

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม  


       ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส … 


       ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย … 


       ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ …  


       ภิกษุต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ … 


       ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ … 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่าคุณผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติปาราชิก  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติถุลลัจจัย  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติถุลลัจจัย 

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติปาจิตตีย์  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์  

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ  

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์ หรือภิกษุ 2 - 3 รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต  

       เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติทุกกฏ 

       สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ  

       การปรับอย่างนี้ ชื่อว่า ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 


       ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 



* * * ( ข้างบนนี้-ทั้งหมด ) นำมาจากพระไตรปิฎก  /  หัวข้อใหญ่สุด : อาจารโคจรสมฺปนฺนา  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : คัมภีร์ จุลวรรค ภาค 1 ( วินัยปิฎก เล่มที่ 6 )  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : ขันธ์ที่ 4 : สมถขันธกะ  /  หัวข้อย่อยรองลงมา : สมถขันธกะ : ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม 



* * * อีกช่องทางหนึ่ง คือ สามารถอ่านได้ใน หนังสือ พุทธวจน เรื่อง อริยวินัย  /  หน้าที่ : 750 , 751 , 752



- จบ -


อาบัติทุพภาสิต

 

อาบัติทุพภาสิต



       ทุพภาสิต “ปากเสีย”  อ่านว่า ทุบ-พา-สิด 

       “ทุพภาสิต” เขียนแบบบาลีเป็น “ทุพฺภาสิต” ( มีจุดใต้ พฺ ) อ่านว่า ทุบ-พา-สิ-ตะ ประกอบด้วย ทุ + ภาสิต 

       ( 1 ) “ทุ” 

       เป็นคําอุปสรรค ( อุปสรรค : คำสำหรับใช้เติมข้างหน้าคำนามหรือคำกริยาที่เป็นรูปคำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพี้ยนไปจากเดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็นคำเดียวกับคำนามหรือคำกริยานั้น เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามลำพัง ) มีความหมายว่า ชั่ว , ผิด , ยาก , ลําบาก , ทราม , การใช้ไปในทางที่ผิด , ความยุ่งยาก, ความเลว ( bad , wrong , perverseness , difficulty , badness ) 

       “ทุ” อุปสรรคคำนี้นักเรียนบาลีในไทยท่องจำคำแปลได้ตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ว่า “ทุ: ชั่ว , ยาก , ลําบาก , ทราม , น้อย” 


       ( 2 ) “ภาสิต” 

       บาลีอ่านว่า พา-สิ-ตะ รากศัพท์มาจาก ภาสฺ ( ธาตุ = พูด ) + อิ อาคมท้ายธาตุ + ต ปัจจัย

       : ภาสฺ + อิ + ต = ภาสิต แปลตามศัพท์ว่า “คำที่พึงพูด” 

       “ภาสิต” ตามรูปศัพท์เป็นคำกริยาอดีตกาล ( past participle ) กรรมวาจก แปลว่า “( คำ อันเขา ) กล่าวแล้ว” หมายถึง คำหรือเรื่องราวที่ถูกกล่าว , พูด , เอ่ย ( spoken , said , uttered ) 

       แต่ “ภาสิต” สามารถใช้เป็นคำนามก็ได้ด้วย แปลว่า คำพูด , ถ้อยคำ ( speech , word ) 

       บาลี “ภาสิต” ( ส เสือ ) ในภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “ภาษิต” ( ษ ฤๅษี ) 


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

       “ภาษิต : ( คำนาม ) ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน. ( ส. )” 

       ทุ + ภาสิต ซ้อน พฺ ตามกฎการซ้อนพยัญชนะ คือซ้อนพยัญชนะในวรรคเดียวกันที่อยู่หน้าพยัญชนะแรกของศัพท์หลัง 

       “พยัญชนะแรกของศัพท์หลัง” ในที่นี้คือ “ภ” 

       พยัญชนะในวรรคเดียวกันที่มี “ภ” คือ ป ผ พ ภ ม 

       พยัญชนะที่อยู่หน้า ภ คือ “พ” 

       เพราะฉะนั้น: ทุ + พฺ + ภาสิต = ทุพฺภาสิต ( ทุบ-พา-สิ-ตะ ) แปลตามศัพท์ว่า “พูดชั่ว” หรือ “คำที่พูดชั่ว” 

       “ทุพฺภาสิต” ในที่นี้ใช้ในภาษาไทยเป็น “ทุพภาสิต” ( ไม่มีจุดใต้ พ และคงใช้ ส เสือ ตามรูปบาลี ) อ่านว่า ทุบ-พา-สิด 



ขยายความ : 

       “ทุพภาสิต” เป็นชื่ออาบัติ คือ โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ 1 ใน 7 อย่าง 

       อาบัติมี 7 ชื่อ มีความหมายตามลักษณะความผิด ( เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความ ) ดังนี้ 

       ( 1 ) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

       ( 2 ) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

       ( 3 ) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ” 

       ( 4 ) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก”  

       ( 5 ) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ” 

       ( 6 ) ทุกกฏ = “มารยาททราม” 

       ( 7 ) ทุพภาสิต = “ปากเสีย” 


       มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ ( ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ ) 

       ( 1 ) ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ 

       ( 2 ) ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามวิธีการที่กำหนด 

       ( 3-7 ) เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ” 


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “ทุพภาสิต” ไว้ดังนี้ 

       ทุพภาสิต : “พูดไม่ดี” “คำชั่ว” “คำเสียหาย” ชื่ออาบัติเบาที่สุดที่เกี่ยวกับคำพูด เป็นความผิดในลำดับถัดรองจากทุกกฏ เช่น ภิกษุพูดกับภิกษุที่มีกำเนิดเป็นจัณฑาล ว่าเป็นคนชาติจัณฑาล ถ้ามุ่งว่ากระทบให้อัปยศ ต้องอาบัติทุกกฏ แต่ถ้ามุ่งเพียงล้อเล่น ต้องอาบัติทุพภาสิต 


- จบ -

อาบัติทุกกฏ

 

อาบัติทุกกฏ



       ทุกกฏ คือ  “ทำไม่ดี” ซึ่งเป็นชื่ออาบัติเบาอย่างหนึ่ง เป็นความผิดถัดรองลงมาจากปาฏิเทสนียะ 

       เช่น ภิกษุสวมเสื้อ สวมหมวก ใช้ผ้าโพกศีรษะ ต้องอาบัติทุกกฏ 



- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       อาบัติ คือ การตกไป ตกไปจากความดีนั่นเองเป็นโทษ ที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อ ( พระวินัยบัญญัติ ) ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้าม

       กล่าวโดยชื่อ อาบัติมี 7 อย่าง คือ 

       1 ปาราชิก 

       2  สังฆาทิเสส 

       3. ถุลลัจจัย 

       4. ปาจิตตีย์ 

       5. ปาฏิเทสนียะ 

       6. ทุกกฏ 

       7. ทุพภาสิต 


กล่าวโดย โทษมี 2 สถาน คือ 

       1. อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้น ขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึง ปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติที่แก้ไขไม่ได้ เรียกว่า อเตกิจฉา และอาบัติอย่างหนักอีกอย่างหนึ่ง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม ( ปริวาส หรือมานัต ) โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน อันหมายถึง สังฆาทิเสส สังฆาทิเสส เป็นอาบัติอย่างหนักที่ยังสามารถแก้ไขได้ เป็น อเตกิจฉา 

       2. อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้ อันได้แก่ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาษิต โดยอาบัติอย่างกลางและอย่างเบานั้น เป็นอาบัติที่ยังแก้ไขได้ เรียกว่า สเตกิจฉา 


       ความหมายของอาบัติแต่ละอย่าง 

       ( 1 ) อาบัติปาราชิก ผู้พ่ายแพ้ ขาดจากความเป็นภิกษุ 

       ( 2 ) อาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาศัยสงฆ์ในการออกจากอาบัติ 

       ( 3 ) อาบัติถุลลัจจัย อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย 

       ( 4 ) อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติที่ทำให้ความดีงามตกไป 

       ( 5 ) อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติที่ต้องแสดงคืน 

       ( 6 ) อาบัติทุกกฏ อาบัติที่เกิดจากการทำที่ไม่ดีไม่เหมาะสม 

       ( 7 ) อาบัติทุพภาสิต อาบัติที่เกิดจากการพูดไม่ดีไม่เหมาะสม 


       เมื่อว่าโดยศัพท์แล้ว ทุกกฏ หมายถึง การกระทำไม่ดี การกระทำไม่สมควร การกระทำผิด ตามข้อความที่ว่า

       พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ ๖๒๒

       จริงอยู่ กรรมใด อันบุคคลทำไม่ดี หรือ ทำผิดรูป กรรมนั้น ชื่อว่าทุกกฏ. ก็ทุกกฏนั้นแล ชื่อว่าผิด เพราะเหตุที่ไม่ทำตามประการที่พระศาสดาตรัส ชื่อว่าแย้ง เพราะเป็นไปแย้งกุศล ชื่อว่าพลาด เพราะไม่ย่างขึ้นสู่ข้อปฏิบัติในอริยมรรค 

       อาบัติทุกกฏ เป็นอาบัติที่เบา เมื่อต้องเข้าแล้ว ก็สามารถแก้ไขได้ตามพระวินัยด้วยแสดงแสดงอาบัติต่อหน้าพระภิกษุด้วยกัน ด้วยการมีความจริงใจที่จะสำรวมระวังต่อไป แต่ถ้าไม่แก้ไขด้วยการปลงอาบัติ ก็เป็นเครื่องกั้นการบรรลุมรรคผลนิพพานกั้นสุคติภูมิ ด้วยครับ    


* * * * * * *

       ความเป็นบรรพชิต รักษายากมาก ต้องเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปจริงๆ ถึงจะรักษาได้ ทำให้ตนเองดำรงมั่นในพระธรรมวินัย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย รักษาความเป็นบรรพชิต ไม่ได้ หรือ รักษาไม่ดี ล่วงละเมิดสิกขาบทต่างๆ ย่อมเป็นที่แน่นอนว่ามีแต่จะฉุดคร่าผู้นั้นไปสู่อบายภูมิเท่านั้น ( ถ้าไม่สำนึกแล้วแก้ไขให้เป็นไปตามพระวินัย ) หากมรณภาพลง ( ตาย ) ในขณะที่ยังมีอาบัติติดตัว ก็คือ ชาติต่อไป เกิดในอบายภูมิ เท่านั้น ซึ่งเป็นอันตรายมาก จะเห็นว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่ได้ หรือ จะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงถึงความเป็นผู้ไม่เคารพยำเกรงในสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ทรงบัญญัติพระวินัยด้วยพระองค์เอง ที่บุคคลอื่นไม่สามารถที่จะบัญญัติได้ 

       อาบัติทุกกฏ แม้จะเป็นอาบัติเบา เช่น นุ่งห่มไม่เรียบร้อย ส่งเสียงดังในละแวกบ้าน พูดในขณะที่คำข้าวอยู่ในปาก เป็นต้น เป็นอาบัติทุกกฏ แต่ก็มีโทษ เพราะเป็นการกระทำที่ผิด เป็นการกระทำที่ไม่ดี เนื่องจากไม่ได้น้อมประพฤติตามพระดำรัสที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เป็นการกระทำที่แย้งต่อกุศลธรรม เป็นการกระทำที่พลาด เพราะไม่สามารถย่างขึ้นสู่ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ กล่าวได้ว่า เป็นโทษโดยส่วนเดียว ครับ 



- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       ทุกกฏ แปล ว่า ( ทำไม่ดี ) กรรมใดผิดพลั้งและพลาด กรรมนั้นชื่อว่าทำไม่ดี คนทำชั่วอันใดในที่แจ้งหรือในที่ลับ บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียนว่าเป็นคนทำชั่ว ทำไม่ดี ทำผิด เพราะเหตุนั้น กรรมนั้นจึงเรียกว่าทุกกฏ เป็นอาบัติเบา ส่วนมากเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม

       สมพระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม 8 - หน้าที่ 622

       จริงอยู่ กรรมใด อันบุคคลทำไม่ดี หรือ ทำผิดรูป กรรมนั้น ชื่อว่าทุกกฏ 

       ก็ทุกกฏนั้นแล ชื่อว่าผิด เพราะเหตุที่ไม่ทำตามประการที่พระศาสดาตรัส ,

       ชื่อว่าแย้ง เพราะเป็นไปแย้งกุศล , 

       ชื่อว่าพลาด เพราะไม่ย่างขึ้นสู่ข้อปฏิบัติในอริยมรรค  


- จบ -

อาบัติปาฏิเทสนียะ

 

อาบัติปาฏิเทสนียะ


       ปาฏิเทสนียะ คือประเภทหนึ่งของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ลหุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติปาฏิเทสนียะ จัดเป็นอาบัติโทษเบา มีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่

       1. ห้ามรับของคบเคี้ยว ของฉันจากมือภิกษุณีมาฉัน 

       2. ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร 

       3. ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ ( อริยบุคคล แต่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์ )  

       4. ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า


       คำว่า ปาฏิเทสนียะ แปลว่า ที่พึงแสดงคืน



- - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

       ห้ามขอโภชนะประณีต 8 อย่าง ตามลำดับสิกขาบท มาฉัน 

       ความในสิกขาบททั้งแปดนี้อย่างเดียวกัน ต่างกันแต่ของที่ขอรวม 8 อย่าง ตามลำดับสิกขาบท คือนางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ของเหล่านี้ มาบริโภค ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ คือ 

       1. เนยใส 

       2. น้ำมัน 

       3. น้ำผึ้ง 

       4. น้ำอ้อย 

       5. ปลา 

       6. เนื้อ 

       7. นมสด 

       8. นมสด 


       ( เรียงลำดับสิกขาบทตามลำดับของ )

       หมายเหตุ : อาบัติปาฏิเทสนียะ แปลว่า อาบัติที่ต้องแสดงคืน ทั้งแปดสิกขาบทนี้ ไม่มีพ้องกับของภิกษุเลย  อนึ่ง ของภิกษุ ๘ อย่างที่ห้ามขอมาฉัน ในเมื่อไม่เป็นไข้นี้ เคยเรียกในสิกขาบทสำหรับภิกษุว่า โภชนะประณีตมี 9 อย่าง โดยเพิ่มเนยข้น ( นวนีตํ ) เข้าในลำดับ


- จบ -

อาบัติปาจิตตีย์

 

อาบัติปาจิตตีย์ 


       ปาจิตตีย์ เป็นชื่ออาบัติกองหนึ่ง ในเจ็ดกองของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คำนี้แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก เป็นได้ทั้งชื่ออาบัติ และชื่อสิกขาบท ท่านแบ่งไว้เป็นสองหมวด เรียกว่า นิสสัคคัยปาจิตตีย์ พวกหนึ่ง สุทธิก ปาจิตตีย์ พวกหนึ่ง 

* * * นิสสัคคัยปาจิตตีย์ หมายความว่า ต้องอาบัติชื่อนี้ เพราะมีวัตถุเป็นตัวการคือ ทำให้สละสิ่งของคือ สิ่งใดเป็นเหตุจึงต้องอาบัติ ทำให้สละสิ่งนั้น เป็นชื่อแห่งสิกขาบท แปลว่า ปรับโทษ ชื่อ นิสสัคคัยปาจิตตีย์ เวลาจะแสดงอาบัติต้องสละสิ่งนั้นก่อน จึงจะแสดงโทษนั้นได้

       เช่น ต้องอาบัติเพราะทรงอดิเรกจีวรเกิน 10 วัน เวลาแสดงอาบัตินี้ ต้องสละอดิเรกจีวรที่ทรงไว้เกิน 10 วันนั้นก่อน จึงแสดงอาบัตินั้นได้ 


* * * สุทธิกปาจิตตีย์ คือ ปาจิตตีย์ล้วน ไม่มีสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัติคือ ทำผิดอย่างใดตรงกับที่ห้าม ก็ต้องอาบัตินี้ เวลาแสดงอาบัติก็สารภาพตรง ๆ ตามที่ผิด เช่น ต้องอาบัติเพราะพูดเท็จ ก็สารภาพตามตรงว่าพูดเท็จ  

- จบ -

อาบัติถุลลัจจัย

 

อาบัติถุลลัจจัย



       ถุลลัจจัย  “เลวอย่างหยาบ” อ่านว่า ถุน-ลัด-ไจ ประกอบด้วยคำว่า ถุลล + อัจจัย 

       ( 1 ) “ถุลล” 

       เขียนแบบบาลีเป็น “ถุลฺล” ( มีจุดใต้ ลฺ ตัวหน้า ) อ่านว่า ถุน-ละ รากศัพท์มาจาก ถูลฺ ( ธาตุ = เติบโต ) + ล ปัจจัย, รัสสะ อู ที่ ถู-( ลฺ )เป็น อุ ( ถูลฺ > ถุล ) 

       : ถูลฺ + ล = ถูลฺล > ถุลฺล แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่เติบโต”

       ลบที่สุดธาตุ (ถูลฺ > ถู)ได้รูปเป็น “ถูล” ก็มี –


       : ถูลฺ + ล = ถูลฺล > ถูล 

       “ถุลฺล – ถูล” ( คุณศัพท์ ) ใช้ในความหมายดังนี้ – 

       ( 1 ) กระชับ , ใหญ่โต ( compact, massive ) 

       ( 2 ) หยาบ , ใหญ่เทอะทะ ( coarse, gross ) 

       ( 3 ) เบ้อเร่อ , แข็งแรง , เกะกะงุ่มง่าม ( big, strong, clumsy )  

       ( 4 ) ( มีคุณภาพ ) ต่ำ , ( กิริยาวาจา ) หยาบ ( low , unrefined , rough )

       ( 5 ) ( รูปร่าง ) อ้วน , ล่ำ ( stout , fat ) 

       ( 6 ) สามัญ ( common ) 


       บาลี “ถูล” และ “ถุลฺล” สันสกฤตเป็น “สฺถูล” 

       สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ – 

       “สฺถูล : ( คำวิเศษณ์ ) อ้วน , มีเนื้อ , ใหญ่ ; โง่ , เขลา , โต , ใหญ่ ; หยาบ , ขี้เหร่ , ขี้ริ้ว ; fat , corpulent , bulky ; stupid , dull ; large , great ; coarse ; clumsy , ill-made or awkward.” 

       ในที่นี้ใช้ตามรูปบาลีเป็น “ถุลฺล” เขียนแบบไทยเป็น “ถุลล” (ไม่มีจุดใต้ ล ตัวหน้า) 


       ในสำนวนบาลีมีข้อควรสังเกต : 

       “ถูล” มาคู่กับ “อณุ” ( อณุํ ถูลํ ) หมายถึง ใหญ่ ( คู่กับเล็ก ) , มาก ( คู่กับน้อย )  

       “ถูล” มาคู่กับ “กิส” ( กีส ) หมายถึง อ้วน ( คู่กับผอม )  

       “ถูล” หรือ “ถุลฺล” จะใช้ในความหมายอย่างไรจึงต้องดูบริบทด้วย 


       ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

       “ถุล-, ถุลละ : ( คำแบบ ) ( คำวิเศษณ์ ) อ้วน , พี ; หยาบ ( ป. ถูล , ถุลฺล ; ส. สฺถูล )” 


       ( 2 ) “อัจจัย”

       บาลีเป็น “อจฺจย” อ่านว่า อัด-จะ-ยะ รากศัพท์มาจาก อติ ( คำอุปสรรค = ยิ่ง , เกิน , ล่วง ) + อิ ( ธาตุ = ไป , เป็นไป ) + ณ ปัจจัย , ลบ ณ , แปลง ติ เป็น จฺจ ( อติ > อจฺจ ) , แปลง อิ ธาตุเป็น ย 

       : อติ + อิ = อติอิ + ณ = อติอิณ > อติอิ > อจฺจอิ > อจฺจย ( ปุงลิงค์ ) แปลตามศัพท์ว่า

       (1) “อาการที่ละเมิดเหยียบย่ำมรรยาทที่ดีเป็นไป”

       (2) “อาการเป็นเหตุให้ล่วงละเมิด” 



       “อจฺจย” ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ –

       ( 1 ) [ เกี่ยวกับเวลา ] ความล่วงไปหรือผ่านไป ; ความสิ้นสุด , ความสุดสิ้น , ความตาย [ temporal ] ( lapse , passing ; passing away , end , death ) 

       ( 2 ) ผ่านไปหรือเลยไป , ล่วงเลยไป , ชนะ ( passing or getting over , overcoming , conquering ) 

       ( 3 ) การออกนอก [ แบบอย่าง ] , อาบัติ , การล่วงละเมิด ( going beyond [ the norm ] , transgression , offence ) 

       ในที่นี้ “อจฺจย” ใช้ในความหมายตามข้อ ( 3 ) 

       บาลี “อจฺจย” ภาษาไทยทับศัพท์เป็น “อัจจัย” 


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

       “อัจจัย : ( คำนาม ) การล่วงไป ; การล่วงเกิน , การดูหมิ่น ( ป. อจฺจย ; ส. อตฺยย )” 

       ถุลฺล + อจฺจย = ถุลฺลจฺจย ( ถุน-ลัด-จะ-ยะ ) แปลว่า “ความล่วงละเมิดที่หยาบ” หมายถึง อาบัติหยาบ , ความผิดที่ควรตำหนิอย่างหนัก ( a grave offence ) คือการกระทำที่คนปกติหรือภิกษุที่มีสภาพจิตใจเป็นปกติจะไม่ทำเช่นนั้น

       “ถุลฺลจฺจย” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ถุลลัจจัย” ( ถุน-ลัด-ไจ ) 


       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า – 

       “ถุลลัจจัย : ( คำนาม ) ชื่ออาบัติจำพวกหนึ่งในอาบัติทั้ง 7 จัดไว้ในพวกลหุกาบัติคืออาบัติเบาที่เปรียบด้วยลหุโทษ. ( ป. ).”


       ขยายความ : 

       “ถุลลัจจัย” เป็นชื่ออาบัติ คือ โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ 1 ใน 7 อย่าง

       อาบัติมี 7 ชื่อ มีความหมายตามลักษณะความผิด ( เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความ ) ดังนี้ 

       ( 1 ) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

       ( 2 ) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

       ( 3 ) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ” 

       ( 4 ) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก” 

       ( 5 ) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ” 

       ( 6 ) ทุกกฏ = “มารยาททราม” 

       ( 7 ) ทุพภาสิต = “ปากเสีย” 


       มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ ( ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ ) 

       ( 1 ) ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ 

       ( 2 ) ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามวิธีการที่กำหนด 

       ( 3-7 ) เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ” 


       พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “ถุลลัจจัย” ไว้ดังนี้ 

       ถุลลัจจัย : “ความล่วงละเมิดที่หยาบ” , ชื่ออาบัติหยาบอย่างหนึ่ง เป็นความผิดขั้นรองลงมาจากอาบัติสังฆาทิเสส เช่น ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุชักสื่อบัณเฑาะก์ ( กะเทย ) ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุนุ่งห่มหนังเสืออย่างเดียรถีย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย 


- จบ -